HS Code สินค้ายอดนิยมนำเข้าจากจีน เสื้อผ้า เครื่องสำอาง แกดเจ็ต อยู่หมวดไหน เช็คอย่างไร
รวมวิธีหา HS Code ของสินค้ายอดนิยมที่คนไทยนำเข้า ทั้งเสื้อผ้า เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น พร้อมขั้นตอนเช็คพิกัดด้วยตัวเอง ตัวอย่างการคำนวณ และข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียภาษีเกินจริง
ทำไมต้องรู้ HS Code ของสินค้าก่อนกดสั่งของ
HS Code คือรหัสพิกัดศุลกากรที่กำหนดว่าสินค้าของคุณจัดอยู่ในหมวดไหนและต้องเสียอากรขาเข้าอัตราเท่าไร ผู้นำเข้ามือใหม่จำนวนมากกดสั่งของจากจีนโดยไม่เคยเช็คพิกัดเลย แล้วมารู้ตัวอีกทีตอนของถึงด่านว่าภาษีที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่คิดไว้มาก หรือแย่กว่านั้นคือสินค้าอยู่ในหมวดที่ต้องมีใบอนุญาตก่อนนำเข้า ทำให้ของค้างอยู่ที่ด่านจนมีค่าใช้จ่ายงอกรายวัน การรู้พิกัดล่วงหน้าจึงเท่ากับรู้ต้นทุนจริงก่อนตัดสินใจสั่ง
ถ้ายังไม่คุ้นกับโครงสร้างของรหัสพิกัดเลย แนะนำให้เริ่มจากบทความ HS Code คืออะไร หาพิกัดสินค้าอย่างไรให้ถูกต้อง ของเราก่อน เพราะบทความนี้จะพาไปอีกขั้น คือเจาะหมวดสินค้าที่คนไทยนำเข้ามาขายกันมากที่สุด ว่าแต่ละกลุ่มอยู่โซนพิกัดไหน มีจุดที่มักจำแนกพลาดตรงไหน และต้องระวังเงื่อนไขใบอนุญาตอะไรบ้าง อ่านจบแล้วคุณจะประเมินต้นทุนนำเข้าของตัวเองได้ใกล้เคียงความจริงขึ้นมาก
สินค้ายอดนิยมแต่ละกลุ่ม อยู่โซนพิกัดไหน ต้องระวังอะไร

กลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายอยู่ในตอนที่ 61 และ 62 ของพิกัดศุลกากร โดยแยกตามว่าเป็นผ้าถักหรือผ้าทอ และแยกย่อยตามชนิดเสื้อ กางเกง ชุดกระโปรง วัสดุเส้นใย จุดที่พลาดบ่อยคือเสื้อยืดผ้าถักกับเสื้อเชิ้ตผ้าทอใช้พิกัดคนละตัวทั้งที่หน้าตาใกล้กัน กลุ่มรองเท้าอยู่ตอนที่ 64 กระเป๋าอยู่ตอนที่ 42 ส่วนกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์อยู่ตอนที่ 33 ซึ่งนอกจากอากรแล้วยังต้องจดแจ้ง อย. ก่อนนำเข้ามาขายด้วย รายละเอียดอ่านได้ในบทความ นำเข้าเครื่องสำอางมาขายให้ถูกกฎหมาย ของเรา
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และแกดเจ็ตส่วนใหญ่อยู่ตอนที่ 84 และ 85 เช่น ลำโพง หูฟัง สายชาร์จ พาวเวอร์แบงก์ จุดต้องระวังคืออุปกรณ์ที่มี WiFi หรือ Bluetooth ต้องผ่านการอนุญาตจาก กสทช. ก่อน ส่วนของเล่นเด็กอยู่ตอนที่ 95 และหลายรายการต้องมี มอก. กำกับ สังเกตว่าสินค้ายอดนิยมเกือบทุกกลุ่มมีเงื่อนไขมากกว่าแค่จ่ายภาษี การเช็คพิกัดจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขอากร แต่เป็นการเช็คว่าของคุณต้องขอใบอนุญาตอะไรเพิ่มก่อนสั่งด้วย
ขั้นตอนเช็ค HS Code และอัตราอากรด้วยตัวเอง ทีละขั้น
ขั้นแรก เขียนสเปคสินค้าของตัวเองให้ละเอียดที่สุด วัสดุหลักคืออะไร ใช้งานอย่างไร มีชิ้นส่วนไฟฟ้าหรือไม่ เพราะการจำแนกพิกัดดูจากสาระสำคัญของสินค้า ไม่ใช่ชื่อทางการตลาด ขั้นที่สอง เข้าระบบค้นหาพิกัดอัตราอากรบนเว็บไซต์กรมศุลกากร ลองค้นทั้งคำไทยและคำอังกฤษ แล้วไล่ดูโครงสร้างจากตอน ไปประเภท ไปประเภทย่อย จนได้รหัสที่ตรงกับสเปคของเรามากที่สุด ขั้นที่สาม จดอัตราอากรขาเข้าของพิกัดนั้น พร้อมเช็คว่ามีสิทธิใช้ความตกลงการค้าเสรีลดภาษีได้หรือไม่
สำหรับของจากจีน ถ้าพิกัดนั้นอยู่ในความตกลงอาเซียนจีนและผู้ขายออก Form E ให้ได้ อากรหลายรายการลดเหลือศูนย์ ซึ่งเราอธิบายละเอียดไว้แล้วในบทความ Form E คืออะไร ขั้นที่สี่ เช็คว่าพิกัดนั้นติดเงื่อนไขใบอนุญาตหรือมาตรฐานบังคับไหม ขั้นสุดท้าย ถ้าอ่านแล้วยังตัดสินใจระหว่างสองพิกัดไม่ได้ อย่าเดาเด็ดขาด เพราะการสำแดงพิกัดผิดมีผลถึงภาษีย้อนหลังและค่าปรับ ทางที่ปลอดภัยคือสอบถามชิปปิ้งหรือยื่นขอวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้ากับกรมศุลกากรก่อนนำเข้าจริง
ตัวอย่างสมมติ พิกัดต่างกันนิดเดียว ต้นทุนต่างกันหลักหมื่น

ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ คุณซีสั่งเสื้อผ้าล็อตหนึ่งมูลค่ารวมค่าขนส่งและประกันภัยตามราคา CIF ที่สามแสนบาท สมมติว่าพิกัดที่ถูกต้องมีอากรร้อยละ 30 อากรที่ต้องจ่ายคือเก้าหมื่นบาท แล้วค่อยคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานราคารวมอากรอีกชั้นหนึ่ง แต่ถ้าสินค้าเดียวกันนี้มี Form E ที่ถูกต้องและพิกัดอยู่ในรายการลดภาษีเหลือศูนย์ อากรเก้าหมื่นบาทนั้นหายไปทั้งก้อน เหลือจ่ายเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นชัดว่าเอกสารใบเดียวกับการรู้พิกัดที่ถูกต้องเปลี่ยนต้นทุนได้มหาศาล
กลับกัน ถ้าคุณซีเดาพิกัดเองแล้วสำแดงเป็นหมวดที่อากรต่ำกว่าความจริง ของอาจผ่านด่านรอบแรกได้ แต่เมื่อถูกตรวจพบย้อนหลังจะโดนทั้งภาษีส่วนต่าง เงินเพิ่ม และค่าปรับ รวมแล้วแพงกว่าจ่ายให้ถูกตั้งแต่แรกหลายเท่า ตัวเลขทั้งหมดในตัวอย่างนี้เป็นการสมมติเพื่อแสดงวิธีคิดเท่านั้น อัตราจริงของแต่ละพิกัดต้องตรวจสอบกับกรมศุลกากร ณ วันนำเข้า ส่วนวิธีคำนวณฐานภาษีแบบละเอียดทุกบรรทัด เราไล่ให้ดูครบแล้วในบทความ คำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้น พร้อมตัวอย่างจริง
ข้อผิดพลาดเรื่องพิกัดที่เจอบ่อยในหมู่ผู้นำเข้ามือใหม่
ข้อแรก ใช้พิกัดตามที่ผู้ขายจีนระบุมาโดยไม่เช็คซ้ำ ผู้ขายบางรายใส่พิกัดที่อากรต่ำเพื่อให้ราคาดูถูก แต่คนที่รับผิดชอบตามกฎหมายไทยคือผู้นำเข้า ไม่ใช่ผู้ขาย ข้อสอง ใช้พิกัดเดียวเหมารวมสินค้าทั้งล็อตทั้งที่ในกล่องมีของหลายชนิด แบบนี้เสี่ยงโดนเปิดตรวจแล้วประเมินใหม่ทั้งใบขน ข้อสาม ลอกพิกัดจากคนอื่นที่ขายของคล้ายกันในอินเทอร์เน็ต ทั้งที่สเปควัสดุไม่เหมือนกัน ซึ่งผลคือพิกัดผิดแบบไม่รู้ตัว
ข้อสี่ ลืมว่าพิกัดบางตัวผูกกับใบอนุญาต เช็คแต่อัตราภาษีแต่ไม่เช็คเงื่อนไขนำเข้า ทำให้ของไปค้างที่ด่านทั้งที่พร้อมจ่ายภาษีเต็มจำนวน และข้อห้า พอได้ยินว่าพิกัดผิดมีโทษก็เลยเลือกสำแดงพิกัดที่อากรสูงไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจริง ๆ แล้วคือการจ่ายแพงเกินจำเป็นไปเรื่อย ๆ ทางที่ถูกคือหาพิกัดที่ตรงตามสาระสำคัญของสินค้าจริง แล้วเก็บหลักฐานการจำแนกไว้ให้ครบ ถ้าเคยสำแดงผิดไปแล้วควรรีบแก้ อ่านวิธีได้ในบทความ ใส่ HS Code ผิด เสียหายแค่ไหน ของเรา
เช็คให้ครบก่อนสั่ง แล้วให้มืออาชีพช่วยยืนยันอีกชั้น
สรุปสั้น ๆ ก่อนสั่งสินค้ายอดนิยมเข้ามาขาย ให้ไล่เช็คสี่เรื่องนี้เสมอ หนึ่ง พิกัดที่ตรงกับสเปคสินค้าจริง สอง อัตราอากรและสิทธิลดภาษีจาก Form E สาม เงื่อนไขใบอนุญาตอย่าง อย. มอก. หรือ กสทช. และสี่ ต้นทุนรวมเมื่อบวกภาษีทุกชั้นแล้วยังมีกำไรหรือไม่ ทำครบสี่ข้อนี้ของถึงด่านแบบไร้เซอร์ไพรส์ และราคาขายที่ตั้งไว้จะเป็นกำไรจริง ไม่ใช่กำไรบนกระดาษ
ถ้าเช็คเองแล้วยังไม่มั่นใจ หรือสินค้าของคุณก้ำกึ่งระหว่างสองพิกัด ส่งรูปและสเปคสินค้ามาให้ทีม JEFF INTER ช่วยดูได้เลย เราเป็นชิปปิ้งที่ดูแลทั้งการขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และพิธีการศุลกากรครบวงจร ประเมินให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ของเคลียร์ออกจากด่านถึงมือคุณเรียบร้อยค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 คุณแนน หรือแอดไลน์ @jeffinter แล้วให้เราช่วยปิดความเสี่ยงเรื่องพิกัดและภาษีให้ตั้งแต่ก่อนของออกจากจีน
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย