นำเข้าเครื่องชงกาแฟและอุปกรณ์เปิดร้านกาแฟจากต่างประเทศ ภาษี มอก. และวิธีขนส่งให้ถึงร้านครบทุกชิ้น
คู่มือนำเข้าเครื่องชงกาแฟ เครื่องบด เตาอบ และอุปกรณ์ร้านกาแฟเชิงพาณิชย์ทางเรือและทางอากาศ เช็ค มอก. ก่อนสั่ง วิธีคำนวณภาษี ตัวอย่างต้นทุนจริง และข้อผิดพลาดที่ทำให้ของพังก่อนถึงร้าน
ทำไมเจ้าของร้านกาแฟยุคนี้เลือกนำเข้าอุปกรณ์เอง และต้องรู้อะไรก่อนกดสั่ง
เครื่องชงกาแฟเชิงพาณิชย์ เครื่องบดเมล็ด เตาอบขนม ตู้แช่เค้ก และเครื่องทำน้ำแข็ง คือกลุ่มสินค้าที่เจ้าของร้านกาแฟและคาเฟ่สั่งนำเข้าเองมากขึ้นทุกปี เหตุผลหลักคือส่วนต่างราคา เครื่องรุ่นเดียวกันจากโรงงานจีน ไต้หวัน หรือตัวแทนในยุโรป เมื่อรวมค่าขนส่งและภาษีแล้วมักยังถูกกว่าซื้อผ่านตัวแทนในไทยพอสมควร และยังได้เลือกสเปคที่ตรงกับร้านตัวเองจริง ไม่ต้องจำกัดอยู่แค่รุ่นที่ตัวแทนนำเข้ามาขาย
แต่อุปกรณ์ร้านกาแฟไม่ใช่สินค้าทั่วไป มันคือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีทั้งเรื่องมาตรฐานบังคับ แรงดันไฟ ระบบหม้อต้มแรงดัน และความเปราะบางของชิ้นส่วนภายใน การสั่งโดยไม่ได้เช็คสามเรื่องหลักคือ มอก. ภาษี และวิธีแพ็คของจากต้นทาง เป็นสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้ของโดนกักที่ด่าน หรือถึงร้านแล้วเปิดลังมาเจอหม้อต้มบุบจนเคลมไม่ได้ บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นตั้งแต่ก่อนโอนเงินจนของตั้งอยู่หน้าบาร์
เช็ค มอก. และมาตรฐานบังคับก่อนสั่ง อย่าให้ของมากองที่ด่านเพราะใบเดียว

เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภทอยู่ในข่ายมาตรฐานบังคับของ สมอ. หมายความว่าต้องมีใบอนุญาตหรือดำเนินการตามเงื่อนไขก่อนนำเข้า ไม่ใช่ทุกชิ้นในร้านกาแฟจะติดเงื่อนไขนี้ แต่กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษคืออุปกรณ์ที่มีหม้อต้มน้ำร้อนและตู้เย็นตู้แช่บางประเภท ขั้นตอนที่ถูกต้องคือเอารุ่นและสเปคของเครื่องไปเช็คกับพิกัดศุลกากรและรายการมาตรฐานบังคับก่อนโอนเงินมัดจำทุกครั้ง เพราะถ้าของมาถึงแล้วเพิ่งพบว่าต้องมีใบอนุญาต ทางเลือกที่เหลือมีแต่ทางแพง ทั้งค่าฝากของ ค่าดำเนินการย้อนหลัง หรือแย่ที่สุดคือส่งกลับ
อีกเรื่องที่คนมองข้ามคือระบบไฟ เครื่องเชิงพาณิชย์จากยุโรปหลายรุ่นใช้ไฟสามเฟส หรือปลั๊กคนละมาตรฐานกับบ้านเรา ควรขอ Datasheet จากผู้ขายแล้วเช็คแรงดันไฟ กำลังวัตต์ และขนาดเบรกเกอร์ที่ร้านต้องเตรียม พร้อมกันนั้นให้ขอเอกสารครบชุดตั้งแต่ตอนตกลงซื้อ ทั้ง Invoice ที่ระบุรุ่นและราคาแยกรายชิ้น Packing List และเอกสารแสดงถิ่นกำเนิดถ้าต้นทางออกให้ได้ เพราะเอกสารพวกนี้คือหัวใจของการเคลียร์ด่านและการใช้สิทธิลดภาษี
เลือกทางอากาศหรือทางเรือ อุปกรณ์แต่ละชิ้นเหมาะคนละแบบ
หลักคิดง่ายที่สุดคือดูน้ำหนัก มูลค่า และความรีบ เครื่องบดเมล็ด หัวชง อะไหล่ วาล์ว และอุปกรณ์ชิ้นเล็กมูลค่าสูง เหมาะกับการส่งทางอากาศ เพราะน้ำหนักไม่กี่สิบกิโลกรัม ค่าขนส่งยังรับได้ และได้ของภายในไม่กี่วัน เหมาะมากกับกรณีเครื่องที่ร้านเสียแล้วต้องการอะไหล่ด่วน ส่วนเครื่องชงตัวใหญ่ เตาอบ ตู้แช่ และการสั่งของเปิดร้านทั้งล็อตที่รวมกันหลายร้อยกิโลกรัม ทางเรือแบบ LCL คือคำตอบที่คุ้มกว่าชัดเจน ค่าขนส่งต่อกิโลกรัมต่ำกว่าหลายเท่า แลกกับระยะเวลาที่ต้องวางแผนล่วงหน้าราวสามถึงห้าสัปดาห์แล้วแต่ต้นทาง
สิ่งที่ต้องกำชับผู้ขายเสมอคือการแพ็คแบบขนส่งทางไกล เครื่องชงกาแฟมีหม้อต้มทองแดงหรือสแตนเลสอยู่ข้างใน ถ้าใส่แค่กล่องกระดาษเดิมจากโรงงานแล้วโยนขึ้นตู้รวม โอกาสบุบสูงมาก มาตรฐานที่ควรขอคือลังไม้หรือโครงไม้เสริมรอบกล่อง มีโฟมหรือวัสดุกันกระแทกรัดจุดรับน้ำหนัก และติดเครื่องหมายห้ามวางทับ พร้อมกันนั้นควรทำประกันภัยสินค้าไว้ด้วยทุกครั้ง เบี้ยประกันหลักร้อยถึงหลักพันแลกกับความคุ้มครองเครื่องหลักแสน ถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
ตัวอย่างสมมติ คำนวณต้นทุนนำเข้าเครื่องชงกาแฟหนึ่งเครื่องแบบเห็นตัวเลขจริง

ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพวิธีคิด สมมติสั่งเครื่องชงกาแฟเชิงพาณิชย์สองหัวชงจากโรงงานที่จีน ราคาเครื่อง 60,000 บาท ค่าขนส่งทางเรือแบบ LCL รวมค่าใช้จ่ายต้นทาง 6,000 บาท และค่าประกันภัย 600 บาท ฐานที่ใช้คำนวณภาษีคือราคาแบบ CIF ซึ่งเท่ากับราคาของบวกค่าขนส่งบวกค่าประกัน รวมเป็น 66,600 บาท จากนั้นคิดอากรขาเข้าตามพิกัดของสินค้า สมมติพิกัดนี้มีอัตราอากรร้อยละ 10 จะเป็นเงินอากร 6,660 บาท แล้วจึงคิดภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 จากฐานราคา CIF บวกอากร คือ 73,260 บาท ได้ VAT อีก 5,128 บาท
รวมแล้วต้นทุนของเครื่องนี้เมื่อออกจากด่านคือประมาณ 78,400 บาท ยังไม่รวมค่าบริการเคลียร์ด่าน ค่าเอกสาร และค่ารถส่งถึงร้าน ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิดเท่านั้น ของจริงขึ้นกับพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละรุ่น จุดที่ควรรู้เพิ่มคือถ้าสินค้ามาจากจีนและขอ Form E จากผู้ขายได้ อากรขาเข้าหลายพิกัดจะลดลงจนถึงศูนย์ เหลือจ่ายแค่ VAT ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้หลายพันบาทต่อเครื่อง ดังนั้นก่อนสั่งให้ถามผู้ขายเสมอว่าออก Form E ให้ได้หรือไม่
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด และวิธีเลี่ยงแบบทำตามได้ทันที
ข้อแรกคือสำแดงราคาต่ำกว่าจริงตามคำแนะนำของผู้ขายบางราย วิธีนี้เสี่ยงโดนประเมินราคาย้อนหลังพร้อมค่าปรับ และทำให้เคลมประกันได้ต่ำกว่ามูลค่าจริงเมื่อของเสียหาย ข้อสองคือไม่แยกรายการใน Invoice สั่งเครื่องชงพร้อมเครื่องบดและอุปกรณ์จิปาถะแต่ใบกำกับเขียนรวมเป็นก้อนเดียว ทำให้จัดพิกัดยากและมักถูกตีความไปทางอัตราภาษีสูง ข้อสามคือลืมเผื่อเวลา สั่งของทางเรือช่วงใกล้เปิดร้านพอดี พอเรือดีเลย์หรือติดตรวจเพิ่ม กำหนดเปิดร้านก็เลื่อนตามไปทั้งแผน
วิธีเลี่ยงที่ใช้ได้จริงคือทำเช็คลิสต์ก่อนโอนเงินทุกครั้ง เช็คพิกัดและมาตรฐานบังคับของสินค้าทุกรุ่น ขอ Invoice และ Packing List แยกรายการชัดเจน ตกลงเรื่องการแพ็คลังไม้เป็นลายลักษณ์อักษร ทำประกันภัยสินค้า และวางแผนให้ของถึงไทยก่อนวันที่ต้องใช้จริงอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ เผื่อเวลาสำหรับเรื่องไม่คาดฝันทั้งที่ต้นทางและที่ด่าน
สรุปเช็คลิสต์ก่อนสั่ง และทางลัดสำหรับคนไม่อยากเสี่ยงเอง
ก่อนกดสั่งอุปกรณ์เปิดร้าน ให้ไล่คำถามห้าข้อนี้ให้ครบ หนึ่ง สินค้าแต่ละรุ่นติดมาตรฐานบังคับหรือไม่ สอง ระบบไฟตรงกับที่ร้านหรือไม่ สาม พิกัดภาษีและสิทธิ FTA ของแต่ละชิ้นคืออะไร สี่ ผู้ขายแพ็คแบบลังไม้และทำประกันให้หรือไม่ ห้า ไทม์ไลน์ทั้งหมดเผื่อเวลาพอหรือไม่ ถ้าตอบได้ครบทั้งห้าข้อ การนำเข้าอุปกรณ์ร้านกาแฟด้วยตัวเองก็เป็นเรื่องที่ทำได้จริงและประหยัดได้จริง
แต่ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่ารายละเอียดเยอะเกินกว่าจะเสี่ยงกับเครื่องราคาหลักแสน ให้ทีม JEFF INTER ช่วยดูได้ตั้งแต่ยังไม่สั่งของ เราเช็คพิกัดภาษี มาตรฐานบังคับ และประเมินค่าใช้จ่ายทั้งเส้นทางให้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายในการประเมิน ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย ด้วยประสบการณ์เคลียร์สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ร้านอาหารมาต่อเนื่อง โทร 084 672 2669 คุณแนน หรือแอด LINE @jeffinter ส่งรุ่นเครื่องที่เล็งไว้มาให้ดูก่อนได้เลย
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย