ของติดด่านเพราะสงสัยละเมิดเครื่องหมายการค้า สินค้าแบรนด์โดนกักที่ศุลกากร ต้องพิสูจน์อย่างไรให้ของออก
อธิบายขั้นตอนเมื่อสินค้าแบรนด์หรือสินค้าที่มีโลโก้ถูกศุลกากรกักเพราะสงสัยละเมิดเครื่องหมายการค้า เอกสารพิสูจน์ของแท้ที่ต้องเตรียม ทางเลือกเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ตัวอย่างสมมติ และวิธีป้องกันก่อนสั่งของล็อตต่อไป
ทำไมสินค้าที่มีโลโก้หรือแบรนด์ถึงเสี่ยงโดนกักมากกว่าสินค้าทั่วไป
ศุลกากรไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายในการสกัดกั้นสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ เจ้าของแบรนด์ระดับโลกจำนวนมากได้จดแจ้งข้อมูลเครื่องหมายการค้าของตนไว้กับกรมศุลกากร เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดตรวจตู้หรือเอกซเรย์พัสดุแล้วพบสินค้าที่มีโลโก้ตรงหรือคล้ายกับแบรนด์ที่จดแจ้งไว้ ระบบจะให้อำนาจกักสินค้านั้นไว้ก่อนเพื่อตรวจสอบ แม้ผู้นำเข้าจะยืนยันว่าเป็นของแท้ก็ตาม
จุดที่หลายคนพลาดคือเข้าใจว่าปัญหานี้เกิดเฉพาะกับสินค้าก๊อปเท่านั้น ความจริงแล้วของแท้ที่ซื้อจากร้านค้าปลีกในต่างประเทศ ของแท้ที่ซื้อผ่านตัวแทนที่ไม่ใช่ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่สินค้า OEM ที่โรงงานผลิตให้หลายแบรนด์ ก็สามารถถูกกักเพื่อพิสูจน์ได้ทั้งสิ้น เพราะเจ้าหน้าที่หน้างานไม่สามารถแยกของแท้ของเทียมได้จากตาเปล่า จึงต้องใช้กระบวนการตรวจสอบร่วมกับเจ้าของสิทธิ
กระบวนการหลังโดนกัก เกิดอะไรขึ้นบ้างและมีเวลากี่วัน

เมื่อสินค้าถูกกักด้วยเหตุสงสัยละเมิดเครื่องหมายการค้า เจ้าหน้าที่จะแจ้งไปยังเจ้าของสิทธิหรือตัวแทนในไทยให้มาตรวจสอบสินค้าภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยทั่วไปเจ้าของสิทธิมีเวลาประมาณสิบวันทำการในการยืนยันว่าจะดำเนินคดีหรือไม่ ระหว่างนี้สินค้าจะอยู่ในอารักขาของศุลกากร ผู้นำเข้าจะได้รับหนังสือแจ้งหรือทราบผ่านตัวแทนออกของว่าใบขนของตนติดตรวจสอบเรื่องเครื่องหมายการค้า
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มีสามทาง ทางแรกคือเจ้าของสิทธิตรวจแล้วยืนยันว่าเป็นของแท้หรือไม่ติดใจดำเนินคดี สินค้าจะถูกปล่อยให้เดินพิธีการต่อตามปกติ ทางที่สองคือเจ้าของสิทธิยืนยันว่าเป็นของปลอมและประสงค์ดำเนินคดี สินค้าจะถูกยึดและผู้นำเข้าอาจถูกดำเนินคดีทั้งทางศุลกากรและกฎหมายเครื่องหมายการค้า ทางที่สามคือเจ้าของสิทธิเพิกเฉยไม่มาตรวจภายในกำหนด ซึ่งสินค้ามีโอกาสถูกปล่อย แต่ในทางปฏิบัติแบรนด์ใหญ่แทบไม่เคยปล่อยผ่าน สิ่งที่ผู้นำเข้าควรทำทันทีคือรวบรวมหลักฐานการซื้อให้ครบก่อนถึงวันตรวจร่วม
เอกสารพิสูจน์ของแท้ที่ควรเตรียม เรียงตามน้ำหนักความน่าเชื่อถือ
เอกสารที่มีน้ำหนักที่สุดคือหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายหรือหนังสืออนุญาตจากเจ้าของแบรนด์โดยตรง หากซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในต่างประเทศ ให้ขอหนังสือยืนยันจากผู้ขายว่าสินค้าล็อตนี้เป็นของแท้ที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย พร้อมระบุเลขที่ Invoice ให้ตรงกับใบขนสินค้า ลำดับถัดมาคือ Invoice และหลักฐานการชำระเงินจากร้านค้าที่ตรวจสอบได้จริง เช่น ใบเสร็จจากหน้าร้านของแบรนด์ หรือคำสั่งซื้อจากเว็บไซต์ทางการ
สำหรับสินค้า OEM หรือสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ของคุณเอง ต้องเตรียมหลักฐานการเป็นเจ้าของแบรนด์ เช่น ทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จดในไทยหรือคำขอที่ยื่นไว้แล้ว สัญญาจ้างผลิตกับโรงงาน และแบบงานพิมพ์โลโก้ที่ส่งให้โรงงาน เอกสารชุดนี้ช่วยยืนยันว่าโลโก้บนสินค้าเป็นของคุณจริง ไม่ใช่การเลียนแบบแบรนด์อื่น ข้อควรระวังคืออย่าส่งเอกสารที่แก้ไขตัวเลขหรือทำย้อนหลัง เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเอกสารไม่ตรงความจริง จากเรื่องเครื่องหมายการค้าจะกลายเป็นคดีสำแดงเท็จเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อหา
ตัวอย่างสมมติ สั่งกระเป๋าแบรนด์จากญี่ปุ่นมาขาย แล้วโดนกักที่สนามบิน

ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ คุณเอสั่งกระเป๋าแบรนด์ญี่ปุ่นจากร้านค้าปลีกที่โตเกียวจำนวนยี่สิบใบ ส่งทางอากาศเข้ามาขายในไทย สินค้าถูกกักที่คลังสินค้าสนามบินเพราะแบรนด์นี้จดแจ้งเครื่องหมายการค้าไว้กับศุลกากร คุณเอติดต่อร้านที่ญี่ปุ่นขอใบเสร็จตัวจริง หลักฐานการโอนเงิน และหนังสือยืนยันจากร้านว่าสินค้าซื้อจากช่องทางค้าปลีกปกติ จากนั้นส่งเอกสารทั้งหมดผ่านตัวแทนออกของให้เจ้าหน้าที่และตัวแทนเจ้าของสิทธิตรวจร่วมกัน
ผลการตรวจยืนยันว่าเป็นของแท้ สินค้าได้รับการปล่อยและเดินพิธีการชำระภาษีตามปกติ รวมเวลาที่เสียไปประมาณสองสัปดาห์ บทเรียนจากเคสนี้คือของแท้ก็ติดด่านได้ และเวลาที่เสียไปคือต้นทุนจริงของธุรกิจ หากคุณเอเตรียมเอกสารชุดนี้ไว้ตั้งแต่ก่อนของมาถึง หรือแจ้งตัวแทนออกของล่วงหน้าว่าสินค้าเป็นแบรนด์ที่มีการจดแจ้งไว้ ระยะเวลาตรวจสอบจะสั้นลงมาก และไม่กระทบแผนการขายที่วางไว้
ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ หรือรู้ตัวว่าเป็นของเลียนแบบ มีทางเลือกอะไรเหลืออยู่
หากเอกสารไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความเป็นของแท้ หรือสินค้าเป็นของเลียนแบบจริง ทางเลือกจะแคบลงมาก การขอทำลายสินค้าโดยสมัครใจหรือการสละสินค้าให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นทางออกที่ช่วยจำกัดความเสียหายไม่ให้บานปลายไปถึงคดีอาญาในบางกรณี แต่ต้องเจรจาเป็นรายเคสและขึ้นอยู่กับท่าทีของเจ้าของสิทธิ ส่วนการ Re-export หรือส่งกลับต้นทางนั้นโดยทั่วไปใช้ไม่ได้กับสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า เพราะกฎหมายมองว่าเป็นการส่งต่อของผิดกฎหมายออกไปหมุนเวียนอีก
สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดคือการทิ้งเรื่องเงียบหายไปโดยไม่ติดต่อกลับ เพราะชื่อผู้นำเข้ายังอยู่ในระบบและอาจถูกดำเนินคดีลับหลัง รวมถึงการพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่หรือใช้เอกสารปลอม ซึ่งเปลี่ยนคดีเล็กให้กลายเป็นคดีใหญ่ทันที ทางที่ถูกคือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีการศุลกากรตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าของติด เพื่อประเมินหลักฐานที่มีอยู่จริงและเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด
ป้องกันตั้งแต่ก่อนสั่งของ และให้มืออาชีพช่วยดูตั้งแต่ต้นทาง
แนวป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มก่อนโอนเงินค่าสินค้า ตรวจสอบว่าสินค้าที่จะสั่งมีโลโก้หรือลวดลายที่พาดพิงแบรนด์ดังหรือไม่ แม้แต่ตัวการ์ตูนบนสินค้าเด็กก็เป็นลิขสิทธิ์ที่มีเจ้าของ ขอหนังสือยืนยันแหล่งที่มาจากผู้ขายไว้ตั้งแต่ตอนสั่ง เก็บ Invoice และหลักฐานการชำระเงินทุกใบให้ค้นได้ทันที และถ้าทำแบรนด์ตัวเอง ให้ยื่นจดเครื่องหมายการค้าในไทยไว้ก่อนสั่งผลิตล็อตแรก การเลือกขนส่งทางอากาศหรือทางเรือกับผู้ให้บริการที่ทำพิธีการเองยังช่วยให้มีคนตรวจเอกสารให้ก่อนของออกจากต้นทางอีกชั้นหนึ่ง
JEFF INTER ให้บริการขนส่งทางอากาศและทางเรือพร้อมทำพิธีการศุลกากรครบวงจร ทีมงานช่วยตรวจความเสี่ยงเรื่องเครื่องหมายการค้าและเอกสารพิสูจน์แหล่งที่มาให้ตั้งแต่ก่อนสั่งสินค้า และหากของติดด่านอยู่ตอนนี้ก็ส่งเอกสารมาให้ประเมินแนวทางได้เลย ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย