นำเข้าสินค้าทาง Air Freight ทีละขั้นตอน ตั้งแต่จองระวางจนเคลียร์ของออกจากสุวรรณภูมิ

ภาพประกอบบทความ นำเข้าสินค้าทาง Air Freight ทีละขั้นตอน ตั้งแต่จองระวางจนเคลียร์ของออกจากสุวรรณภูมิ

อยากนำเข้าสินค้าทางเครื่องบินครั้งแรกแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บทความนี้พาเดินทีละขั้น ตั้งแต่เลือกสินค้าที่เหมาะกับ Air Freight จองระวาง เตรียมเอกสาร จนถึงขั้นตอนชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิ พร้อมค่าใช้จ่ายที่ต้องเจอ

Air Freight เหมาะกับสินค้าแบบไหน เช็คก่อนตัดสินใจ

การนำเข้าทางอากาศหรือ Air Freight คือการส่งสินค้าด้วยเครื่องบินขนส่งสินค้าหรือใต้ท้องเครื่องโดยสาร จุดแข็งคือเร็วมาก จากจีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มาถึงสุวรรณภูมิได้ในหลักวัน จุดอ่อนคือค่าระวางแพงกว่าทางเรือหลายเท่าเพราะคิดตามน้ำหนัก สินค้าที่เหมาะจึงเป็นของที่เบา มูลค่าสูง หรือรีบใช้ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าตัวอย่าง อะไหล่ด่วนที่เครื่องจักรรอ และสินค้าแฟชั่นที่ต้องชิงจังหวะตลาด

ถ้าสินค้าของคุณหนัก ชิ้นใหญ่ และไม่รีบ ทางเรือจะคุ้มกว่าอย่างชัดเจน เราเปรียบเทียบสองแบบนี้ไว้ละเอียดแล้วในบทความ Air Freight หรือ Sea Freight เลือกขนส่งแบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจ ส่วนบทความนี้จะเจาะฝั่งอากาศโดยเฉพาะ และย้ำไว้ตรงนี้ว่าเส้นทางจากจีนทางรถบรรทุกข้ามแดนไม่ใช่บริการของเรา ถ้าต้องการความเร็วให้มองอากาศ ถ้าต้องการต้นทุนต่ำให้มองเรือ

ขั้นตอนฝั่งต้นทาง จองระวางและเตรียมเอกสารให้พร้อม

ขั้นตอนฝั่งต้นทาง จองระวางและเตรียมเอกสารให้พร้อม

ขั้นแรก ตกลงเงื่อนไขการซื้อขายกับผู้ขายให้ชัดว่าใครรับผิดชอบช่วงไหน เช่น EXW คือเราดูแลตั้งแต่หน้าโรงงาน หรือ FOB ที่ผู้ขายส่งถึงสนามบินต้นทางให้ จากนั้นจองระวางผ่านตัวแทนขนส่งหรือเฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ โดยแจ้งน้ำหนัก ขนาดกล่อง และวันที่ต้องการให้ของออก

จุดที่มือใหม่พลาดบ่อยคือเรื่องน้ำหนักคิดเงิน เพราะสายการบินคิดจากน้ำหนักจริงเทียบกับน้ำหนักปริมาตร อันไหนมากกว่าใช้อันนั้น กล่องใหญ่แต่เบาจึงอาจจ่ายแพงกว่าที่คิด ให้ผู้ขายแพ็คให้แน่นและแจ้งขนาดจริงมาก่อนเสมอ

เอกสารหลักที่ต้องมีคือ Commercial Invoice ระบุราคาจริง Packing List ระบุจำนวนและน้ำหนักแต่ละกล่อง และ Air Waybill ที่ออกโดยสายการบินหรือตัวแทน ถ้าจะใช้สิทธิลดภาษีจากความตกลงการค้า เช่น Form E สำหรับสินค้าจีน ต้องให้ผู้ขายจัดทำมาให้ตั้งแต่ต้นทาง มาขอย้อนหลังทีหลังยุ่งยากกว่ามาก รายละเอียดเอกสารแต่ละตัวอ่านเพิ่มได้ในบทความ เอกสารนำเข้าครบเซ็ต ของเรา

ของถึงไทยแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง ขั้นตอนชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิ

เมื่อเครื่องลงจอดที่สุวรรณภูมิ สินค้าจะถูกย้ายเข้าคลังสินค้าของเขตปลอดอากรท่าอากาศยาน ยังไม่ใช่ของเราทันที ต้องผ่านพิธีการศุลกากรก่อน ขั้นตอนหลักคือ หนึ่ง รับใบแจ้งการมาถึงของสินค้าจากสายการบินหรือตัวแทน สอง จัดทำใบขนสินค้าขาเข้าโดยสำแดงพิกัด HS Code ราคา และสิทธิลดภาษีให้ถูกต้อง สาม ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม สี่ รอผลการตรวจสอบ ซึ่งอาจเป็นการตรวจเอกสารหรือเปิดตรวจสินค้าจริงตามเกณฑ์ความเสี่ยง และห้า ชำระค่าภาระคลังสินค้าแล้วนำของออก

ความเร็วคือหัวใจของงานเคลียร์ของที่สนามบิน เพราะค่าเก็บรักษาในคลังสุวรรณภูมิคิดเป็นรายวันและขยับขึ้นเร็วกว่าท่าเรือมาก ถ้าเอกสารพร้อมและสำแดงถูกต้อง ของส่วนใหญ่ออกได้ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังเครื่องลง แต่ถ้าพิกัดผิด ราคาน่าสงสัย หรือเป็นสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต ของจะค้างอยู่ในคลังและค่าใช้จ่ายเดินทุกวัน ใครเจอของค้างอยู่ตอนนี้ ลองอ่านบทความ ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิ ของติดด่านสนามบินต้องทำอย่างไร ที่เราเขียนวิธีแก้ไว้ทีละเคส

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีอะไรบ้าง และภาษีคิดจากราคา CIF อย่างไร

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมีอะไรบ้าง และภาษีคิดจากราคา CIF อย่างไร

ต้นทุนรวมของการนำเข้าทางอากาศแบ่งเป็นสามก้อน ก้อนแรกคือค่าขนส่งระหว่างประเทศ ได้แก่ ค่าระวาง ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง และค่าบริการต้นทาง ก้อนที่สองคือภาษีนำเข้า ซึ่งศุลกากรไทยคำนวณจากราคา CIF คือราคาสินค้า บวกค่าขนส่งมาไทย บวกค่าประกันภัย แล้วคูณอัตราอากรตามพิกัด จากนั้นนำมูลค่ารวมไปคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอีกชั้น ใครอยากกดเครื่องคิดเลขตามทีละบรรทัด เราทำตัวอย่างไว้แล้วในบทความ คำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้น พร้อมตัวอย่างจริง

ก้อนที่สามคือค่าใช้จ่ายปลายทาง ได้แก่ ค่าภาระคลังสินค้าสุวรรณภูมิ ค่าเอกสารของตัวแทน ค่าบริการชิปปิ้ง และค่ารถส่งถึงโกดังของคุณ ตัวอย่างสมมติ คุณบีนำเข้าอะไหล่เครื่องจักรน้ำหนัก 120 กิโลกรัม มูลค่าสินค้า 200,000 บาท ค่าระวางและประกันรวม 30,000 บาท ราคา CIF จึงเท่ากับ 230,000 บาท ถ้าพิกัดนี้อากรร้อยละ 5 จะเสียอากร 11,500 บาท แล้วจึงคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐาน 241,500 บาท ได้อีก 16,905 บาท รวมภาษีประมาณ 28,405 บาท บวกค่าคลังและค่าดำเนินการอีกหลักพัน ตัวเลขแบบนี้ควรคำนวณให้จบก่อนกดสั่งซื้อเสมอ

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในการนำเข้าทางอากาศครั้งแรก

ข้อแรก เทียบราคาแค่ค่าระวางแต่ลืมค่าคลังและค่าบริการปลายทาง ทำให้งบบานตอนจบ ข้อสอง ไม่เช็คว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ เช่น เครื่องสำอางต้องจดแจ้ง อย. อุปกรณ์ที่มี WiFi หรือ Bluetooth ต้องผ่าน กสทช. พอของมาถึงจึงติดอยู่ที่คลังทั้งที่จ่ายค่าขนส่งแพง ข้อสาม สำแดงราคาต่ำกว่าจริงเพื่อหวังประหยัดภาษี ซึ่งเสี่ยงโดนประเมินราคาใหม่ ค่าปรับ และประวัติเสียกับศุลกากรในระยะยาว

ข้อสี่ แพ็คของไม่เหมาะกับงานอากาศ เช่น ใส่แบตเตอรี่ลิเธียมปนมาโดยไม่แจ้ง ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมด้านความปลอดภัยการบิน อาจถูกปฏิเสธการขนส่งทั้งล็อต และข้อห้า รอให้ของถึงไทยก่อนค่อยหาคนเคลียร์ ทางที่ดีควรมีชิปปิ้งดูเอกสารให้ตั้งแต่ก่อนเครื่องออก จะได้แก้ทันถ้ามีจุดผิด

เช็คลิสต์ก่อนนำเข้า และให้มืออาชีพช่วยดูตั้งแต่ต้นทาง

สรุปเช็คลิสต์สั้น ๆ ก่อนเริ่มงานนำเข้าทางอากาศ หนึ่ง สินค้าเหมาะกับ Air Freight จริงไหมเมื่อเทียบกับทางเรือ สอง รู้พิกัด HS Code และอัตราภาษีแล้วหรือยัง สาม เอกสาร Invoice Packing List และ Air Waybill ข้อมูลตรงกันทุกจุดไหม สี่ สินค้าต้องมีใบอนุญาตนำเข้าหรือไม่ ห้า คำนวณต้นทุนรวมจากราคา CIF บวกภาษีและค่าใช้จ่ายปลายทางครบแล้วหรือยัง และหก มีแผนรถรับของจากสนามบินไปโกดังแล้วหรือไม่ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ JEFF INTER มีรถหกล้อของบริษัทเอง 16 คันพร้อมทีมยกของ ดูรายละเอียดได้ที่หน้าบริการรถหกล้อขนส่งของเรา

ถ้าอยากให้การนำเข้าทางอากาศครั้งแรกจบแบบไม่สะดุด ให้ JEFF INTER ดูแลตั้งแต่จองระวาง เช็คเอกสาร เดินพิธีการที่สุวรรณภูมิ จนถึงส่งของถึงหน้าโกดังของคุณ เราทำงานเคลียร์ของที่สนามบินมามากกว่า 15 ปี ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ประเมินฟรีก่อนได้ ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือแอดไลน์ @jeffinter แล้วทีมงานจะตอบกลับพร้อมแผนและตัวเลขที่ชัดเจน

ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน

ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย

อ่านบทความทั้งหมด →