นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลี ใช้สิทธิ FTA อย่างไรให้ภาษีถูกลง JTEPA AKFTA RCEP เลือกใบไหนคุ้มสุด
คู่มือใช้สิทธิลดภาษีนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีทางเรือและทางอากาศ เปรียบเทียบ JTEPA AKFTA และ RCEP เอกสาร Certificate of Origin ที่ต้องขอจากต้นทาง ตัวอย่างคำนวณภาษีสมมติ และข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียสิทธิทั้งที่มีใบครบ
สินค้าญี่ปุ่นและเกาหลีขายดีในไทย แต่ผู้นำเข้าจำนวนมากจ่ายภาษีแพงกว่าที่ควรโดยไม่รู้ตัว
เครื่องสำอางเกาหลี ขนมญี่ปุ่น เครื่องครัว เครื่องมือช่าง อะไหล่ อุปกรณ์ตกปลา ไปจนถึงของสะสม คือกลุ่มสินค้าที่คนไทยนิยมสั่งจากญี่ปุ่นและเกาหลีมาขายต่อเนื่อง เพราะภาพลักษณ์เรื่องคุณภาพทำให้ตั้งราคาได้ดีกว่าสินค้าแบบเดียวกันจากแหล่งอื่น ผู้นำเข้าส่วนใหญ่เริ่มจากล็อตเล็กทางเครื่องบิน พอยอดนิ่งจึงขยับมาสั่งทางเรือเป็นลังเป็นพาเลทเพื่อกดต้นทุนค่าขนส่งต่อชิ้นลง
จุดที่หลายคนพลาดคือ ไทยมีความตกลงการค้าเสรีกับทั้งสองประเทศมานานแล้ว สินค้าจำนวนมากสามารถลดอากรขาเข้าลงเหลือศูนย์หรือใกล้ศูนย์ได้ ขอเพียงมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแนบมาให้ถูกฉบับ แต่ในทางปฏิบัติผู้นำเข้ารายใหม่จำนวนไม่น้อยไม่เคยขอเอกสารนี้จากผู้ขายเลย จึงเสียอากรเต็มอัตราทุกล็อต บางรายเสียมาเป็นปีโดยไม่รู้ว่าคู่แข่งที่ขายของแบบเดียวกันมีต้นทุนต่ำกว่าตัวเองเพราะใช้สิทธินี้ตั้งแต่แรก บทความนี้จะพาไล่ทีละขั้นว่าสิทธิไหนใช้กับประเทศไหน ขอเอกสารอย่างไร และต้องระวังจุดใดบ้าง
รู้จักสามสิทธิหลัก JTEPA สำหรับญี่ปุ่น AKFTA สำหรับเกาหลี และ RCEP ที่ครอบคลุมทั้งสองประเทศ

สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น สิทธิหลักคือ JTEPA ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น ซึ่งลดอากรสินค้าส่วนใหญ่ลงมากหรือเหลือศูนย์ โดยใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายของญี่ปุ่น ส่วนสินค้าจากเกาหลีใต้ใช้สิทธิ AKFTA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียนเกาหลี ผ่านเอกสารที่เรียกกันติดปากว่า Form AK นอกจากนี้ยังมี RCEP ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่ครอบคลุมทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน และอาเซียนไว้ในฉบับเดียว
คำถามที่เจอบ่อยคือ ถ้าสินค้าตัวเดียวกันใช้ได้หลายสิทธิ ควรเลือกใบไหน คำตอบคืออัตราอากรที่ลดให้ของแต่ละความตกลงไม่เท่ากันในแต่ละพิกัดสินค้า บางพิกัด JTEPA ลดเหลือศูนย์แล้วแต่ RCEP ยังทยอยลดอยู่ บางพิกัดกลับกัน วิธีที่ถูกต้องคือเช็คอัตราของพิกัดสินค้านั้นในทุกความตกลงก่อนสั่งของ แล้วแจ้งผู้ขายให้ขอเอกสารของสิทธิที่คุ้มที่สุด ขั้นตอนนี้ทำครั้งเดียวต่อสินค้าหนึ่งตัว แต่ประหยัดให้ทุกล็อตที่นำเข้าตลอดไป ชิปปิ้งที่ชำนาญด้านพิธีการจะเช็คให้ได้ภายในวันเดียวถ้ามีรายละเอียดสินค้าและพิกัดครบ
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ต้องขอจากใคร และต้องเช็คอะไรก่อนของออกจากต้นทาง
หัวใจของการใช้สิทธิคือเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หรือ Certificate of Origin ซึ่งผู้ส่งออกที่ต้นทางเป็นฝ่ายยื่นขอจากหน่วยงานของประเทศตัวเอง ผู้นำเข้าฝั่งไทยมีหน้าที่แจ้งความต้องการให้ชัดตั้งแต่ตอนตกลงซื้อขาย เพราะถ้าของออกจากท่าเรือหรือสนามบินต้นทางไปแล้วค่อยนึกได้ การขอเอกสารย้อนหลังทำได้ในบางกรณีแต่ยุ่งยากกว่ามากและบางครั้งไม่ทันเวลาเดินพิธีการ
เมื่อได้รับสำเนาเอกสารก่อนของถึงไทย ให้ตรวจสามจุดสำคัญ จุดแรกคือชื่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้าต้องตรงกับ Invoice ทุกตัวอักษร จุดที่สองคือพิกัดศุลกากรบนเอกสารต้องเป็นพิกัดเดียวกับที่จะสำแดงขาเข้า ถ้าไม่ตรงกันศุลกากรมีสิทธิปฏิเสธการใช้สิทธิได้ทันที และจุดที่สามคือเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าต้องระบุถูกต้อง เพราะสินค้าที่ประกอบในญี่ปุ่นหรือเกาหลีแต่ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าจากประเทศอื่นเป็นสัดส่วนสูง อาจไม่เข้าเกณฑ์ได้สิทธิเลยแม้จะส่งออกจากประเทศนั้นก็ตาม การให้ชิปปิ้งตรวจร่างเอกสารก่อนต้นทางออกตัวจริงจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรข้าม
ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบต้นทุนล็อตเดียวกัน ระหว่างใช้สิทธิกับไม่ใช้สิทธิ

ลองดูตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ สมมติร้านหนึ่งนำเข้าเครื่องครัวสเตนเลสจากญี่ปุ่นทางเรือ มูลค่ารวมค่าขนส่งและประกันภัยคิดเป็นราคา CIF 300,000 บาท พิกัดสินค้านี้สมมติว่ามีอากรขาเข้าปกติ 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ใช้สิทธิใด ๆ จะเสียอากร 30,000 บาท แล้วนำฐานราคารวมอากรไปคิดภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 23,100 บาท รวมภาระภาษีขาเข้า 53,100 บาท
แต่ถ้าสินค้าตัวเดียวกันมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดที่ลดอากรเหลือศูนย์ อากรขาเข้าจะหายไปทั้ง 30,000 บาท เหลือเพียงภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดจากฐาน CIF ตรง ๆ คือ 21,000 บาท ประหยัดรวมกันกว่า 32,000 บาทในล็อตเดียว และภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่จ่ายไปนั้น ผู้นำเข้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มยังใช้เป็นภาษีซื้อได้อีก ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น อัตราจริงขึ้นกับพิกัดสินค้าแต่ละตัว แต่หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้ทั้งของที่มาทางเรือและทางอากาศ ยิ่งมูลค่าต่อล็อตสูง ส่วนต่างยิ่งชัด
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย ทำให้มีเอกสารครบแต่ใช้สิทธิไม่ได้
ข้อแรกคือเอกสารออกช้ากว่าของ ผู้ขายบางรายส่งของก่อนแล้วค่อยยื่นขอเอกสาร พอของถึงไทยแล้วเอกสารตัวจริงยังไม่มา ผู้นำเข้าต้องเลือกว่าจะวางประกันไว้ก่อนแล้วค่อยขอคืนเมื่อเอกสารมาถึง หรือปล่อยของด้วยอัตราปกติ ซึ่งทั้งสองทางมีขั้นตอนเพิ่มทั้งคู่ ข้อที่สองคือรายละเอียดบนเอกสารไม่ตรงกับเอกสารการค้าอื่น เช่น จำนวนหีบห่อ น้ำหนัก หรือเลขที่ Invoice พิมพ์ผิดแม้เพียงหลักเดียว ก็อาจถูกปฏิเสธการใช้สิทธิได้
ข้อที่สามพบมากในกลุ่มที่ซื้อผ่านตัวกลางหรือบริษัทเทรดดิ้งประเทศที่สาม เพราะเส้นทางเอกสารซับซ้อนขึ้น ต้องใช้เงื่อนไขการออกใบแทนหรือ Third Country Invoicing ให้ถูกวิธี ถ้ากรอกไม่ครบของก็เสียสิทธิเช่นกัน และข้อสุดท้ายคือเข้าใจผิดว่าสิทธิลดอากรช่วยลดภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ความจริงคือภาษีมูลค่าเพิ่มยังเก็บตามปกติ สิทธิช่วยเฉพาะส่วนอากรขาเข้าเท่านั้น การวางแผนต้นทุนจึงต้องแยกสองส่วนนี้ให้ชัดตั้งแต่ตอนตั้งราคาขาย
เลือกเส้นทางขนส่งให้เข้ากับสินค้า แล้วให้มืออาชีพช่วยเช็คสิทธิก่อนสั่งของจริง
สินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีมาไทยได้สองทางหลัก ของมูลค่าสูงน้ำหนักเบาหรือต้องรีบขาย เช่น เครื่องสำอางล็อตใหม่ อะไหล่ด่วน หรือสินค้าตามกระแส เหมาะกับทางอากาศที่ใช้เวลาไม่กี่วัน ส่วนของหนักหรือสั่งครั้งละมาก ๆ เช่น เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ หรือสินค้าเติมสต๊อกประจำ เหมาะกับทางเรือที่ค่าระวางต่อกิโลกรัมถูกกว่าหลายเท่า ผู้นำเข้าที่วางแผนดีมักใช้สองทางคู่กัน คือเปิดตัวด้วยล็อตเล็กทางอากาศ แล้วตามด้วยล็อตใหญ่ทางเรือเมื่อยอดขายเริ่มนิ่ง โดยใช้สิทธิลดอากรได้ทั้งสองเส้นทางถ้าเอกสารครบ
ถ้าคุณกำลังคุยกับผู้ขายที่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีอยู่ และยังไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณใช้สิทธิไหนได้ ลดได้กี่เปอร์เซ็นต์ หรือต้องสั่งเอกสารอะไรจากต้นทางบ้าง ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ JEFF INTER ช่วยเช็คก่อนได้เลย เราดูแลทั้งขนส่งทางอากาศ ทางเรือ และพิธีการศุลกากรครบวงจร ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 คุณแนน หรือ LINE @jeffinter แล้วล็อตแรกของคุณจะเริ่มต้นด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุดเท่าที่กฎหมายเปิดทางให้
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย