นำเข้าสินค้าทาง Sea Freight ทีละขั้นตอน ตั้งแต่จองตู้จนเคลียร์ของออกจากแหลมฉบัง
คู่มือนำเข้าสินค้าทางเรือ Sea Freight ฉบับจับมือทำ ครบทุกขั้นตอนตั้งแต่จองระวางเรือ เตรียมเอกสาร ผ่านพิธีการศุลกากร จนรถรับตู้ออกจากท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมตัวอย่างค่าใช้จ่ายและข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง
ทำไมผู้นำเข้าส่วนใหญ่เริ่มจริงจังที่ Sea Freight
ถ้าสั่งของจำนวนน้อย การส่งทางอากาศหรือพัสดุด่วนมักตอบโจทย์กว่า แต่เมื่อธุรกิจเริ่มสั่งของเป็นสิบลัง เป็นพาเลท หรือเต็มตู้คอนเทนเนอร์ การนำเข้าสินค้าทาง Sea Freight จะกลายเป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่อหน่วยถูกที่สุดทันที เพราะค่าระวางเรือต่อคิวบิกเมตรต่ำกว่าค่าระวางเครื่องบินหลายเท่า แลกกับระยะเวลาเดินทางที่นานขึ้น เส้นทางจีนมาไทยโดยทั่วไปใช้เวลาบนเรือราว 5 ถึง 10 วัน แล้วแต่ท่าเรือต้นทาง
บทความนี้จะพาเดินทีละขั้นตอนตั้งแต่ตกลงราคากับผู้ขาย จองระวางเรือ เตรียมเอกสาร จนถึงวันที่รถบรรทุกรับตู้ออกจากท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ใครที่เคยอ่านบทความ นำเข้าสินค้าทาง Air Freight ทีละขั้นตอน ของเราแล้ว จะพบว่าหลักคิดคล้ายกัน ต่างกันที่รายละเอียดของตู้ ท่าเรือ และค่าใช้จ่ายฝั่งปลายทางที่มีรายการมากกว่า
ขั้นที่ 1 ถึง 3 ตกลงเงื่อนไขซื้อขาย จองระวาง และเตรียมเอกสารให้ครบ

ขั้นที่ 1 ตกลงเงื่อนไขการซื้อขายกับผู้ขายให้ชัดก่อนโอนเงินมัดจำ ว่าราคาที่ได้เป็นราคาแบบไหน EXW รับของหน้าโรงงาน FOB ผู้ขายส่งถึงท่าเรือต้นทาง หรือ CIF รวมค่าเรือและประกันถึงท่าเรือไทย เงื่อนไขนี้กำหนดว่าใครจ่ายอะไรช่วงไหน และเป็นฐานของการคำนวณภาษีนำเข้าด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ในบทความ ราคา CIF คืออะไร และ Incoterms 2020 ฉบับเข้าใจง่าย ของเรา
ขั้นที่ 2 เลือกวิธีขนส่งให้ตรงปริมาณของ ถ้าของเต็มตู้ 20 ฟุตหรือ 40 ฟุต ให้จองแบบ FCL เหมาตู้คนเดียว ถ้าของยังไม่ถึงครึ่งตู้ ใช้แบบ LCL แชร์ตู้กับผู้นำเข้ารายอื่น จุดตัดคร่าว ๆ อยู่ราว 15 คิวบิกเมตร ถ้าเกินนี้ค่า LCL ต่อคิวมักแพงจนเหมาตู้คุ้มกว่า จากนั้นจองระวางผ่านเฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ถึง 2 สัปดาห์ก่อนเรือออก ช่วงไฮซีซันปลายปีควรเผื่อมากกว่านั้น
ขั้นที่ 3 เตรียมเอกสารหลัก 4 อย่างให้ตรงกันทุกตัวอักษร ได้แก่ Commercial Invoice, Packing List, Bill of Lading (B/L) และถ้าใช้สิทธิลดภาษีจากจีนต้องมี Form E ด้วย จุดที่พลาดบ่อยคือชื่อผู้นำเข้าใน B/L สะกดไม่ตรงกับชื่อจดทะเบียนบริษัท หรือจำนวนลังใน Packing List ไม่ตรงกับของจริง ความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเหล่านี้ทำให้เสียเวลาแก้เอกสารตอนของถึงท่าแล้ว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรออยู่ทุกวันที่ล่าช้า
ขั้นที่ 4 ถึง 5 เรือถึงท่า ผ่านพิธีการศุลกากร และรับตู้ออก
ขั้นที่ 4 ก่อนเรือถึงไทยราว 2 ถึง 3 วัน สายเรือจะออก Arrival Notice แจ้งวันเรือเข้าและยอดค่าใช้จ่ายปลายทาง เช่น ค่า D/O ค่าภาระท่าเรือ ให้เตรียมเงินและเตรียมยื่นใบขนสินค้าขาเข้าล่วงหน้าได้เลย หัวใจของใบขนคือพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละรายการ ถ้ายังไม่แม่นเรื่องนี้ แนะนำอ่านบทความ HS Code คืออะไร และ เช็ค HS Code ด้วยตัวเองทีละขั้นตอน ก่อน เพราะพิกัดผิดตัวเดียวอาจหมายถึงภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับในอนาคต
ขั้นที่ 5 เมื่อยื่นใบขนและชำระภาษีอากรแล้ว ระบบจะสั่งการตรวจเป็น 2 กรณี ถ้าได้ Green Line ไม่ต้องเปิดตรวจ รถสามารถเข้ารับตู้ได้ทันทีที่ชำระค่าภาระท่าเรือครบ ถ้าได้ Red Line เจ้าหน้าที่จะเปิดตู้ตรวจสอบของจริงเทียบกับเอกสาร ซึ่งใช้เวลาเพิ่มอีกราวครึ่งวันถึงหนึ่งวันถ้าเอกสารเรียบร้อย จากนั้นจึงจัดรถหัวลากหรือรถบรรทุกกระจายสินค้าเข้าโกดังของเรา สำหรับงานกระจายของในประเทศต่อจากท่าเรือ ดูรายละเอียดได้ที่หน้า บริการรถหกล้อขนส่งทั่วไทย ของ JEFF INTER
ค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างสมมติให้เห็นภาพ

ค่าใช้จ่ายนำเข้าทางเรือแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ หนึ่ง ค่าสินค้าและค่าขนส่งถึงไทยตามเงื่อนไขที่ตกลง สอง ภาษีอากร ได้แก่ อากรขาเข้าตามพิกัด บวก VAT 7 เปอร์เซ็นต์ คำนวณจากราคา CIF วิธีคิดละเอียดอยู่ในบทความ คำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้น สาม ค่าใช้จ่ายปลายทางที่ท่าเรือ เช่น ค่า D/O ค่าภาระท่าเรือ ค่ายกตู้ ค่าคืนตู้ สี่ ค่าบริการชิปปิ้งและค่ารถลากตู้หรือรถขนของเข้าโกดัง
ตัวอย่างสมมติ ร้านค้าแห่งหนึ่งนำเข้าชั้นวางสินค้าเหล็กจากจีนแบบ FOB เต็มตู้ 20 ฟุต มูลค่าสินค้า 400,000 บาท ค่าระวางเรือและประกันรวม 30,000 บาท ราคา CIF จึงเป็น 430,000 บาท สมมติพิกัดนี้มีอากรขาเข้า 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นอากร 43,000 บาท ฐาน VAT คือ 430,000 บวก 43,000 เท่ากับ 473,000 บาท VAT 7 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 33,110 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระ 76,110 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายปลายทางท่าเรือและค่ารถอีกหลักหมื่นต้น ๆ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น ของจริงขึ้นกับพิกัดและเรทค่าระวางในช่วงนั้น
ข้อควรระวังเรื่องเวลา ตู้ที่รับออกช้ากว่ากำหนดจะเจอค่า Demurrage ฝั่งท่าเรือ และคืนตู้ช้าจะเจอค่า Detention ฝั่งสายเรือ สองรายการนี้แพงขึ้นเร็วมากแบบขั้นบันได ใครยังไม่รู้จักให้อ่านบทความ Demurrage และ Detention คืออะไร ก่อนนำเข้าตู้แรกจะช่วยประหยัดเงินได้จริง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในการนำเข้าทางเรือครั้งแรก
ข้อแรก เทียบราคาชิปปิ้งจากตัวเลขเดียว บางเจ้าเสนอค่าเรือถูกมากแต่ไปบวกค่าใช้จ่ายปลายทางแพงผิดปกติ วิธีป้องกันคือขอใบเสนอราคาแบบแจกแจงทุกรายการจนถึงของเข้าโกดัง แล้วเทียบยอดรวมสุดท้ายเท่านั้น ข้อสอง ไม่ได้เช็คว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตก่อนนำเข้า เช่น มอก. หรือ อย. มารู้ตอนของถึงท่าแล้วทำอะไรไม่ทัน ของค้างท่าเสียค่าเก็บรายวัน ข้อสาม ประเมินเวลาสั้นเกินไป นับเฉพาะวันบนเรือ ลืมเผื่อเวลารอเรือออก เวลาเคลียร์เอกสาร และเวลาตรวจปล่อย ทำให้รับออเดอร์ลูกค้าไว้ก่อนแล้วส่งไม่ทัน
ข้อสี่ สำแดงราคาต่ำกว่าจริงเพื่อประหยัดภาษี เรื่องนี้ศุลกากรมีฐานข้อมูลราคาเปรียบเทียบและตรวจย้อนหลังได้หลายปี ความเสี่ยงไม่คุ้มส่วนต่าง อ่านเพิ่มในบทความ สำแดงราคานำเข้าต่ำกว่าจริง เสี่ยงแค่ไหน ข้อห้า ไม่ทำประกันภัยสินค้า ทั้งที่เบี้ยหลักร้อยถึงหลักพันเทียบกับมูลค่าของทั้งตู้แล้วถูกมาก เรือเจอพายุ ตู้เปียก ของเสียหายระหว่างยกขน เกิดขึ้นได้จริงทุกปี
เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจ และตัวช่วยเมื่อไม่อยากลองผิดลองถูกเอง
ก่อนโอนเงินสั่งของล็อตแรกทางเรือ ให้ไล่เช็คตามนี้ หนึ่ง รู้เงื่อนไขซื้อขายชัดเจนว่า EXW FOB หรือ CIF สอง รู้ปริมาตรของเป็นคิวบิกเมตรเพื่อเลือก FCL หรือ LCL ได้ถูก สาม รู้พิกัดศุลกากรและอัตราอากรของสินค้าทุกรายการ สี่ เช็คแล้วว่าสินค้าไม่ติดใบอนุญาตหรือถ้าติดก็ขอไว้เรียบร้อยแล้ว ห้า มีใบเสนอราคาแบบแจกแจงครบถึงหน้าโกดัง หก เผื่อเวลาเดินทางรวมไว้อย่างน้อย 3 ถึง 4 สัปดาห์ ถ้าตอบได้ครบทุกข้อ การนำเข้าตู้แรกของคุณจะราบรื่นกว่าผู้นำเข้ามือใหม่ส่วนใหญ่มาก
ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าขั้นตอนเยอะและกลัวพลาดจุดที่มองไม่เห็น ให้ JEFF INTER ช่วยดูได้ตั้งแต่ยังไม่สั่งของ เราทำทั้ง Sea Freight และ Air Freight พร้อมเคลียร์พิธีการศุลกากรครบวงจร ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter ทีมงานตอบเองทุกเคส
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย