นำเข้าสินค้าชั่วคราวเพื่อออกงานแสดงสินค้า ATA Carnet คืออะไร ใช้อย่างไรให้ไม่ต้องจ่ายภาษีเต็ม
คู่มือนำเข้าและส่งออกสินค้าชั่วคราวสำหรับงานแสดงสินค้า งานอีเวนต์ และอุปกรณ์ถ่ายทำ อธิบาย ATA Carnet ทีละขั้น เงื่อนไขของที่ใช้ได้ ทางเลือกวางค้ำประกันเมื่อไม่มี Carnet พร้อมตัวอย่างสมมติและข้อผิดพลาดที่ทำให้โดนยึดเงินค้ำหรือเสียภาษีย้อนหลัง
ของแค่ไปโชว์ ไม่ได้ไปขาย ทำไมต้องจ่ายภาษีเหมือนนำเข้าถาวร
ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากต้องส่งสินค้าตัวอย่าง เครื่องจักรสาธิต หรืออุปกรณ์ออกบูธไปงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และในทางกลับกันก็มีบริษัทต่างชาติขนของเข้ามาออกงานในไทยทุกเดือน จุดที่หลายคนสะดุดคือ ของพวกนี้ไม่ได้นำเข้ามาขาย แต่ถ้าเดินพิธีการแบบปกติ ศุลกากรก็ต้องเรียกเก็บอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเหมือนสินค้านำเข้าทั่วไป ทั้งที่อีกไม่กี่สัปดาห์ของทั้งหมดจะถูกส่งกลับประเทศต้นทาง
ระบบศุลกากรทั่วโลกจึงมีช่องทางที่เรียกว่าการนำเข้าชั่วคราว ซึ่งเปิดให้ของที่จะส่งกลับออกไปภายในเวลาที่กำหนดไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน เครื่องมือที่นิยมที่สุดคือเอกสารที่ชื่อ ATA Carnet ส่วนอีกทางคือการวางเงินหรือหนังสือค้ำประกันไว้กับศุลกากรโดยตรง บทความนี้จะพาดูทั้งสองทางแบบละเอียด เพื่อให้คุณเลือกได้ว่าเคสของคุณควรใช้แบบไหน
ATA Carnet คืออะไร ใช้กับของแบบไหนได้บ้าง

ATA Carnet เปรียบเสมือนหนังสือเดินทางของสินค้า เป็นสมุดเอกสารศุลกากรระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับในประเทศภาคีหลายสิบประเทศ รวมถึงไทย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ผู้ถือ Carnet สามารถนำของเข้าและส่งของกลับออกได้โดยไม่ต้องจ่ายอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่ด่าน เพราะสมาคมผู้ออก Carnet ในแต่ละประเทศเป็นผู้ค้ำประกันภาษีแทนให้แล้ว ในไทยหน่วยงานที่ออกคือหอการค้าไทย
ของที่ใช้ Carnet ได้แบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ หนึ่งคือสินค้าตัวอย่างสำหรับไปเสนอลูกค้า สองคือของสำหรับงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ เช่น ชิ้นงานโชว์ เครื่องจักรสาธิต อุปกรณ์ตกแต่งบูธ และสามคืออุปกรณ์ประกอบวิชาชีพ เช่น กล้องถ่ายทำ เครื่องเสียง เครื่องมือวิศวกร เงื่อนไขสำคัญคือของทุกชิ้นต้องส่งกลับออกในสภาพเดิม ของที่ใช้แล้วหมดไป เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ของแจก โบรชัวร์ ใช้ Carnet ไม่ได้ ต้องเดินพิธีการนำเข้าปกติแยกต่างหาก
ขั้นตอนใช้งานจริงทีละขั้น ตั้งแต่ขอเอกสารจนของกลับถึงบ้าน
ขั้นแรกคือทำบัญชีรายการของให้ละเอียดที่สุด ระบุชื่อของ ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่อง น้ำหนัก และมูลค่าต่อชิ้น รายการนี้จะกลายเป็น General List ใน Carnet และแก้ไขเพิ่มภายหลังไม่ได้ ขั้นที่สองคือยื่นคำขอกับหน่วยงานผู้ออกพร้อมวางหลักประกันตามสัดส่วนมูลค่าของ ขั้นที่สามคือวันเดินทางจริง ต้องให้ศุลกากรประทับตราทั้งขาออกจากไทยและขาเข้าประเทศปลายทางทุกครั้ง อย่าเดินช่องผ่านโดยไม่แวะ เพราะตราประทับที่ขาดไปแม้ช่องเดียวจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตอนปิดเล่ม
ขากลับก็เช่นเดียวกัน ต้องประทับตราขาออกจากประเทศปลายทางและขาเข้าไทยให้ครบ เมื่อของกลับมาครบทุกชิ้นภายในอายุ Carnet ซึ่งปกติคือหนึ่งปี จึงนำเล่มไปคืนเพื่อถอนหลักประกัน สำหรับของชิ้นใหญ่ที่ไปทางเครื่องบินหรือทางเรือแบบ cargo ควรแจ้งตัวแทนขนส่งล่วงหน้าว่าใช้ Carnet เพื่อให้จองเที่ยวบินหรือเที่ยวเรือที่เผื่อเวลาเดินพิธีการไว้พอ ไม่เสี่ยงตกเที่ยวเพราะรอคิวประทับตรา
ไม่มี Carnet ก็นำเข้าชั่วคราวได้ ด้วยการวางค้ำประกันกับศุลกากร

บางเคสขอ Carnet ไม่ทัน หรือประเทศคู่ค้าไม่อยู่ในภาคี ทางออกคือเดินพิธีการนำเข้าชั่วคราวกับศุลกากรไทยโดยตรง ผู้นำเข้ายื่นใบขนสินค้าพร้อมวางเงินสดหรือหนังสือค้ำประกันธนาคารเท่ากับค่าภาษีที่ควรเสีย เมื่อส่งของกลับออกภายในกำหนดและพิสูจน์ได้ว่าเป็นของชิ้นเดิม ศุลกากรจะคืนเงินค้ำให้ครบ วิธีนี้ยืดหยุ่นกว่าแต่มีงานเอกสารมากกว่า และเงินค้ำจะจมอยู่ระยะหนึ่งจนกว่ากระบวนการคืนจะเสร็จ
หัวใจของวิธีนี้คือการพิสูจน์ตัวตนของของ ตอนนำเข้าควรให้เจ้าหน้าที่บันทึกหมายเลขเครื่อง ถ่ายรูป หรือผูกตราตามที่กำหนด เพื่อให้ตอนส่งกลับยืนยันได้ว่าเป็นชิ้นเดียวกัน ถ้าของไม่มีหมายเลขประจำเครื่อง ควรปรึกษาตัวแทนออกของก่อนว่าจะใช้วิธีไหนระบุตัวของ เพราะถ้าพิสูจน์ไม่ได้ เงินค้ำก้อนนั้นอาจถูกยึดทั้งที่ของกลับออกไปจริง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด และวิธีเลี่ยงแบบทำได้จริง
ข้อแรกคือปล่อยให้ Carnet หรือกำหนดนำเข้าชั่วคราวหมดอายุก่อนของกลับ บางงานจัดต่อเนื่องหลายประเทศแล้วตารางเลื่อน ทางแก้คือวางแผนเส้นทางทั้งหมดก่อนขอเอกสาร และถ้ารู้ตัวว่าจะเกินกำหนด ให้รีบติดต่อขอขยายเวลาก่อนวันหมดอายุ ไม่ใช่หลังจากนั้น ข้อสองคือรายการของกับของจริงไม่ตรงกัน เช่น หน้างานหยิบอุปกรณ์สำรองใส่ลังเพิ่มโดยไม่ได้อยู่ในบัญชี ของส่วนเกินนั้นจะกลายเป็นของนำเข้าปกติที่ต้องเสียภาษีทันทีที่ถูกตรวจพบ
ข้อสามคือขายของหน้างานทั้งที่นำเข้ามาแบบชั่วคราว ถ้ามีลูกค้าอยากซื้อชิ้นโชว์จริง ทำได้ แต่ต้องแจ้งศุลกากรเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นนำเข้าถาวรและชำระภาษีให้ถูกต้องก่อนส่งมอบ ข้อสี่คือลืมประทับตราขาใดขาหนึ่ง ซึ่งพบบ่อยที่สุดในกลุ่มที่ถือของขึ้นเครื่องเอง วิธีเลี่ยงง่ายที่สุดคือทำเช็คลิสต์สี่จุดติดหน้าเล่ม ขาออกไทย ขาเข้าปลายทาง ขาออกปลายทาง ขาเข้าไทย แล้วติ๊กทุกครั้งที่ผ่านด่าน
ตัวอย่างสมมติ และทางลัดสำหรับคนที่ไม่อยากเดินเรื่องเอง
ลองดูตัวอย่างสมมติ บริษัทเครื่องกรองน้ำไทยจะไปออกงานที่โตเกียวสิบวัน ขนเครื่องสาธิตสองเครื่องและชุดตกแต่งบูธ มูลค่ารวมประมาณแปดแสนบาท ถ้าเดินพิธีการปกติที่ญี่ปุ่นจะมีภาระภาษีและเงินมัดจำจำนวนมาก แต่เมื่อใช้ ATA Carnet บริษัทวางหลักประกันที่ไทยครั้งเดียว ผ่านด่านทั้งสี่จุดด้วยการประทับตราครบ ของกลับถึงไทยในสภาพเดิม ถอนหลักประกันคืนได้เต็มจำนวน ต้นทุนจริงที่เสียไปมีเพียงค่าธรรมเนียมออกเล่มกับค่าขนส่งทางอากาศเท่านั้น
งานแบบนี้แพ้ชนะกันที่การเตรียมเอกสารและจังหวะเวลาหน้าด่าน ถ้าคุณมีแผนไปออกงานต่างประเทศ หรือจะนำของเข้ามาแสดงในไทย ทีม JEFF INTER ยินดีช่วยดูตั้งแต่ต้นว่าเคสของคุณควรใช้ Carnet หรือวางค้ำประกัน คำนวณวงเงินให้เห็นก่อนตัดสินใจ พร้อมจัดขนส่งทางอากาศหรือทางเรือและดูแลพิธีการให้ครบทุกขา ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter ส่งรายการของมาให้ดูก่อนได้เลย
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย