บทความ/ภาษีนำเข้า7 พ.ย. 2569อ่าน 8 นาที

HS Code กระเป๋า รองเท้า หมวก สินค้าแฟชั่นนำเข้า อยู่พิกัดไหน ภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ เช็คให้ชัวร์ก่อนสั่งมาขาย

ภาพประกอบบทความ HS Code กระเป๋า รองเท้า หมวก สินค้าแฟชั่นนำเข้า อยู่พิกัดไหน ภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ เช็คให้ชัวร์ก่อนสั่งมาขาย

สินค้าแฟชั่นคือหมวดที่ร้านค้าออนไลน์นำเข้ามากที่สุด แต่ก็เป็นหมวดที่จัดพิกัดพลาดบ่อยที่สุดเช่นกัน เพราะกระเป๋าหนังแท้ หนังเทียม และผ้า อยู่คนละพิกัดและเสียภาษีไม่เท่ากัน บทความนี้พาไล่ดู hs code ของกระเป๋า รองเท้า หมวก และเครื่องประดับแฟชั่น พร้อมตัวอย่างสมมติคำนวณภาษีจริงทีละขั้น และเช็คลิสต์ก่อนสั่งล็อตใหญ่

ทำไมสินค้าแฟชั่นถึงเป็นหมวดที่สำแดง hs code พลาดบ่อยที่สุด

ถ้าถามว่าสินค้าหมวดไหนที่ผู้นำเข้ารายย่อยโดนเรียกภาษีเพิ่มหรือโดนตรวจเข้มบ่อยที่สุด คำตอบอันดับต้นคือสินค้าแฟชั่น เหตุผลง่ายมาก เพราะกระเป๋าหนึ่งใบหรือรองเท้าหนึ่งคู่ ดูภายนอกเหมือนกันหมด แต่ในสายตาศุลกากร วัสดุที่ใช้ทำคือตัวตัดสินพิกัดและอัตราภาษี กระเป๋าหนังแท้ กระเป๋าหนังเทียม และกระเป๋าผ้า อยู่คนละพิกัดย่อยกัน และบางพิกัดอัตราอากรต่างกันหลายเปอร์เซ็นต์ ผู้ขายฝั่งจีนมักใส่คำกว้างๆ ในอินวอยซ์ เช่น bag หรือ shoes ซึ่งไม่พอให้จัดพิกัดได้ถูกต้อง พอเจ้าหน้าที่เปิดตรวจแล้วพบว่าวัสดุจริงไม่ตรงกับที่สำแดง ภาษีก็ถูกประเมินใหม่ทันที

ก่อนไล่ดูพิกัดรายหมวด ขอทวนพื้นฐานสั้นๆ hs code คือรหัสพิกัดศุลกากรที่บอกว่าสินค้าชิ้นนั้นคืออะไร ไทยใช้ 8 หลักในการยื่นใบขนสินค้า และอัตราอากรขาเข้าผูกกับพิกัดนี้โดยตรง ใครยังไม่คุ้นกับโครงสร้างพิกัด แนะนำให้อ่านบทความ HS Code คืออะไร หาพิกัดสินค้าอย่างไรให้ถูกต้อง ในเว็บนี้ก่อน แล้วค่อยกลับมาไล่หมวดแฟชั่นต่อ จะเห็นภาพเร็วขึ้นมาก

พิกัดกระเป๋า ตอนที่ 42 หนังแท้ หนังเทียม ผ้า ต่างกันอย่างไร

พิกัดกระเป๋า ตอนที่ 42 หนังแท้ หนังเทียม ผ้า ต่างกันอย่างไร

กระเป๋าเกือบทุกชนิดอยู่ในตอนที่ 42 ภายใต้ประเภท 42.02 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ ไปจนถึงเคสใส่แว่นและกล่องเครื่องประดับ จุดที่ต้องดูคือพิกัดย่อยแยกตามวัสดุผิวนอกเป็นหลัก กลุ่มแรกคือผิวนอกเป็นหนังฟอกหรือหนังอัด กลุ่มที่สองคือผิวนอกเป็นพลาสติกหรือวัสดุทอ ซึ่งกระเป๋าหนังเทียม PU และกระเป๋าผ้าแคนวาสส่วนใหญ่ตกอยู่กลุ่มนี้ การเขียนในอินวอยซ์จึงควรระบุให้ชัดว่า leather, PU หรือ textile ไม่ใช่เขียนแค่ bag เฉยๆ

ขั้นตอนเช็คที่ใช้ได้จริงมีสามข้อ ข้อแรก ขอสเปควัสดุจากโรงงานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเฉพาะวัสดุผิวนอก ข้อสอง นำคำอธิบายสินค้าไปเทียบในระบบค้นหาพิกัดของกรมศุลกากร หรือใช้เครื่องมือค้นหาพิกัดศุลกากรในเว็บนี้ก็ได้ ข้อสาม เทียบอัตราอากรของพิกัดที่ได้ กับสิทธิลดภาษีตามความตกลงการค้า เช่น Form E สำหรับสินค้าจากจีน ถ้าพิกัดที่สำแดงกับพิกัดใน Form E ไม่ตรงกัน สิทธิลดภาษีจะใช้ไม่ได้ทันที ซึ่งเป็นจุดที่ผู้นำเข้ากระเป๋าพลาดกันมาก

พิกัดรองเท้า ตอนที่ 64 ดูที่พื้นรองเท้าและวัสดุส่วนบนเป็นหลัก

รองเท้าอยู่ตอนที่ 64 และใช้หลักการแยกพิกัดที่ต่างจากกระเป๋า คือดูจากสองส่วนประกอบหลัก ได้แก่ พื้นรองเท้าด้านนอก และวัสดุส่วนบนที่หุ้มเท้า รองเท้าผ้าใบพื้นยางส่วนบนเป็นผ้า รองเท้าหนังพื้นยาง รองเท้าแตะพลาสติกทั้งคู่ และรองเท้ากีฬาแบบมีปุ่มสตั๊ด ล้วนแยกไปคนละประเภทย่อย อัตราอากรทั่วไปของหมวดรองเท้าถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับสินค้าหลายหมวด การเช็คพิกัดก่อนสั่งจึงมีผลกับต้นทุนต่อคู่โดยตรง

ส่วนหมวกและเครื่องประดับศีรษะอยู่ตอนที่ 65 เข็มขัดหนังจัดอยู่กับเครื่องหนังในตอนที่ 42 ผ้าพันคอและถุงมือแยกไปตามวัสดุผ้าในตอนที่ 61 หรือ 62 ขึ้นกับว่าเป็นผ้าถักหรือผ้าทอ เครื่องประดับแฟชั่นที่ไม่ใช่โลหะมีค่า เช่น ต่างหูสแตนเลส สร้อยอัลลอย อยู่ตอนที่ 71 ในกลุ่มเครื่องเพชรพลอยเทียม จะเห็นว่าร้านแฟชั่นที่สั่งของคละแบบมาหนึ่งล็อต อาจมีพิกัดปนกันถึงห้าหกตอน การสำแดงรวมเป็นรายการเดียวว่า fashion accessories จึงเป็นสูตรโดนเปิดตรวจของจริง

ตัวอย่างสมมติ คำนวณภาษีนำเข้ากระเป๋าหนึ่งล็อต จากพิกัดถึงเงินบาทที่ต้องจ่าย

ตัวอย่างสมมติ คำนวณภาษีนำเข้ากระเป๋าหนึ่งล็อต จากพิกัดถึงเงินบาทที่ต้องจ่าย

ลองดูตัวอย่างสมมติให้เห็นภาพทั้งเส้น ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งสั่งกระเป๋าสะพายหนังเทียม PU จากจีน 300 ใบ ราคาสินค้ารวม 60,000 บาท ค่าขนส่งทางเรือ 8,000 บาท ค่าประกันภัย 500 บาท ราคา CIF จึงเท่ากับ 68,500 บาท สมมติพิกัดที่เช็คแล้วมีอัตราอากรขาเข้า 20 เปอร์เซ็นต์ อากรขาเข้าคือ 13,700 บาท จากนั้นคิด VAT 7 เปอร์เซ็นต์จากฐาน CIF บวกอากร คือ 82,200 บาท ได้ VAT 5,754 บาท รวมภาษีที่ต้องจ่ายประมาณ 19,454 บาท หรือคิดเป็นต้นทุนภาษีต่อใบราวๆ 65 บาท ตัวเลขชุดนี้คือสิ่งที่ควรรู้ตั้งแต่ก่อนโอนเงินค่าสินค้า ไม่ใช่มารู้ตอนของถึงท่าเรือ

ทีนี้ถ้าล็อตเดียวกันมี Form E ที่ถูกต้องและพิกัดตรงกัน อากรขาเข้าอาจลดเหลือศูนย์ เหลือจ่ายเฉพาะ VAT ประมาณ 4,795 บาท ต่างกันเกือบ 15,000 บาทในล็อตเดียว นี่คือเหตุผลที่การเช็คพิกัดและเตรียมเอกสารสิทธิพิเศษให้ครบ สำคัญกว่าการต่อราคาสินค้ากับโรงงานเสียอีก วิธีคำนวณแบบละเอียดพร้อมที่มาของแต่ละตัวเลข อ่านต่อได้ในบทความ คำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้น พร้อมตัวอย่างจริง

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย และเช็คลิสต์ก่อนสั่งสินค้าแฟชั่นล็อตใหญ่

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในหมวดแฟชั่นมีสี่แบบ แบบแรก สำแดงวัสดุผิดเพราะเชื่ออินวอยซ์โรงงานโดยไม่เช็คของจริง เช่น โรงงานเขียนว่า leather ทั้งที่เป็น PU แบบที่สอง สำแดงรวมของหลายชนิดเป็นรายการเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเปิดตรวจแยกเอง แบบที่สาม นำเข้ากระเป๋าหรือรองเท้าติดโลโก้แบรนด์ดังโดยไม่มีหนังสืออนุญาต ซึ่งเสี่ยงโดนยึดทั้งล็อตฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และแบบที่สี่ สำแดงราคาต่ำกว่าจริงเพื่อหวังลดภาษี ซึ่งหมวดแฟชั่นเป็นหมวดที่ศุลกากรมีฐานราคาเปรียบเทียบละเอียดมาก โอกาสโดนประเมินราคาใหม่พร้อมค่าปรับสูงกว่าที่คิด

เช็คลิสต์ก่อนสั่งที่อยากให้ไล่ทีละข้อคือ หนึ่ง ขอสเปควัสดุและรูปถ่ายสินค้าจริงจากโรงงาน สอง เช็คพิกัดและอัตราอากรของสินค้าแต่ละแบบแยกกัน สาม ถามโรงงานว่าออก Form E ได้หรือไม่และพิกัดในฟอร์มตรงกับที่จะสำแดงหรือเปล่า สี่ ตรวจว่าสินค้าไม่มีโลโก้หรือลายที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ห้า คำนวณต้นทุนรวมภาษีต่อชิ้นก่อนตั้งราคาขาย ทำครบห้าข้อนี้ ความเสี่ยงของติดด่านและภาษีบานปลายจะลดลงไปมาก

ให้ JEFF INTER ช่วยเช็คพิกัดและเคลียร์ของ ตั้งแต่ก่อนสั่งจนของถึงมือ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่มั่นใจว่ากระเป๋าหรือรองเท้าล็อตที่กำลังจะสั่งอยู่พิกัดไหน ภาษีจริงเท่าไหร่ หรือเอกสารที่โรงงานส่งมาใช้ได้หรือเปล่า ส่งรายละเอียดสินค้ามาให้ JEFF INTER ช่วยดูได้เลย เราเช็คพิกัด ประเมินภาษี และวางแผนขนส่งทั้งทางอากาศและทางเรือให้ก่อนตัดสินใจสั่ง ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter ทีมงานตอบไว ให้คุณสั่งของล็อตแรกได้อย่างคนที่รู้ต้นทุนครบทุกบาทตั้งแต่วันแรก

ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน

ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย

อ่านบทความทั้งหมด →