บทความ/ภาษีนำเข้า4 พ.ย. 2569อ่าน 8 นาที

HS Code อาหาร ขนม เครื่องดื่มนำเข้า อยู่พิกัดไหน เช็คอย่างไรก่อนสั่งมาขาย ไม่ให้เจอภาษีบานปลาย

ภาพประกอบบทความ HS Code อาหาร ขนม เครื่องดื่มนำเข้า อยู่พิกัดไหน เช็คอย่างไรก่อนสั่งมาขาย ไม่ให้เจอภาษีบานปลาย

HS Code หมวดอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม เป็นหมวดที่คนนำเข้ามือใหม่พลาดบ่อยที่สุด เพราะพิกัดแยกละเอียดตามส่วนผสมและวิธีแปรรูป บทความนี้พาไล่ดูพิกัดหมวดหลักที่เจอบ่อย วิธีเช็คอัตราภาษีด้วยตัวเอง และจุดที่ต้องระวังเรื่อง อย. ก่อนกดสั่งล็อตแรก

ทำไมสินค้ากินได้ถึงเป็นหมวดที่ใส่ HS Code ผิดบ่อยที่สุด

ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากเริ่มต้นธุรกิจด้วยการนำเข้าขนม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มยอดนิยมจากต่างประเทศ เพราะขายง่าย หมุนเร็ว แต่สิ่งที่หลายคนเพิ่งมารู้ตอนของมาถึงคือ HS Code ของสินค้ากลุ่มอาหารแยกย่อยละเอียดกว่าสินค้าทั่วไปมาก ขนมที่หน้าตาคล้ายกันสองถุง ถ้าส่วนผสมหลักต่างกัน อาจอยู่คนละพิกัดและเจออัตราอากรคนละตัวเลขกันเลย ใครที่ยังไม่คุ้นกับระบบพิกัด แนะนำเริ่มจากบทความ HS Code คืออะไร หาพิกัดสินค้าอย่างไรให้ถูกต้อง ในหมวดภาษีนำเข้าของเราก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านหน้านี้ต่อ

อีกเหตุผลที่หมวดอาหารพลาดง่ายคือภาษีไม่ได้มีแค่อากรขาเข้าตัวเดียว เครื่องดื่มบางประเภทมีภาษีสรรพสามิตซ้อนเข้ามา และเกือบทุกตัวต้องผ่านเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอีกชั้นหนึ่ง การรู้พิกัดที่ถูกต้องตั้งแต่ก่อนสั่งจึงไม่ใช่แค่เรื่องคำนวณต้นทุน แต่เป็นตัวตัดสินว่าของล็อตนั้นจะผ่านด่านได้หรือไม่ได้เลยทีเดียว

HS Code หมวดหลักของอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้นำเข้าเจอบ่อย

HS Code หมวดหลักของอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้นำเข้าเจอบ่อย

พิกัดศุลกากรฝั่งอาหารกระจายอยู่หลายตอน ตัวที่เจอบ่อยในกลุ่มร้านค้าออนไลน์ ได้แก่ ตอนที่ 17 กลุ่มขนมที่ทำจากน้ำตาล เช่น ลูกอม เยลลี่ ตอนที่ 18 กลุ่มช็อกโกแลตและของปรุงแต่งที่มีโกโก้ ตอนที่ 19 กลุ่มขนมอบ บิสกิต เวเฟอร์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตอนที่ 20 กลุ่มผลไม้แปรรูปและถั่วปรุงรส ตอนที่ 21 กลุ่มของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ด เช่น ซอส เครื่องปรุง ชาไข่มุกผง และตอนที่ 22 กลุ่มเครื่องดื่ม ทั้งน้ำผลไม้ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง

จุดที่ต้องระวังคือสินค้าหนึ่งชิ้นอาจก้ำกึ่งระหว่างสองตอนได้ ตัวอย่างสมมติ เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่ง ถ้าตัวเวเฟอร์เป็นส่วนหลักจะโน้มไปทางตอนที่ 19 แต่ถ้าช็อกโกแลตเป็นองค์ประกอบเด่นตามเกณฑ์การตีความ อาจถูกจัดเข้าตอนที่ 18 ซึ่งอัตราอากรต่างกัน วิธีที่ปลอดภัยคือดูส่วนผสมบนฉลากจริงประกอบกับคำอธิบายพิกัด ไม่ใช่เดาจากชื่อสินค้าหน้าร้านค้าออนไลน์

เช็คพิกัดและอัตราอากรด้วยตัวเองทีละขั้น ก่อนกดสั่งล็อตแรก

ขั้นแรก ลิสต์ข้อมูลสินค้าให้ครบ ชื่อสินค้า ส่วนผสมหลักเรียงตามสัดส่วน วิธีแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ ขั้นที่สอง เข้าเว็บไซต์ค้นหาพิกัดอัตราศุลกากรของกรมศุลกากร พิมพ์คำค้นทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เช่น biscuit, chocolate confectionery แล้วไล่อ่านคำอธิบายของแต่ละพิกัดจนเจอตัวที่ตรงกับของจริงที่สุด ขั้นที่สาม จดอัตราอากรขาเข้าของพิกัดนั้น พร้อมเช็คว่าประเทศต้นทางมีสิทธิพิเศษทางภาษีหรือไม่ เช่น สินค้าจากจีนที่มี Form E อาจลดอากรลงได้มาก ขั้นตอนละเอียดอ่านเพิ่มได้ในบทความ เช็ค HS Code ด้วยตัวเองทีละขั้นตอน ของเรา

ขั้นสุดท้ายคือลองคำนวณภาษีรวมทั้งก้อน อากรขาเข้าคิดจากราคา CIF ซึ่งรวมค่าสินค้า ค่าขนส่ง และค่าประกันภัย จากนั้นยังมีภาษีมูลค่าเพิ่มซ้อนอีกชั้น และถ้าเป็นเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลอาจมีภาษีสรรพสามิตตามปริมาณความหวานเพิ่มเข้ามาอีก ใครอยากเห็นวิธีกางตัวเลขทีละบรรทัด แนะนำบทความ คำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้น พร้อมตัวอย่างจริง ซึ่งใช้หลักเดียวกันกับสินค้าอาหารทุกตัว

อย่าลืมด่านที่สอง อย. และฉลากอาหาร ที่ทำให้ของผ่านศุลกากรแล้วก็ยังขายไม่ได้

อย่าลืมด่านที่สอง อย. และฉลากอาหาร ที่ทำให้ของผ่านศุลกากรแล้วก็ยังขายไม่ได้

สินค้ากินได้เกือบทั้งหมดจัดเป็นอาหารตามกฎหมาย การนำเข้ามาเพื่อขายต้องมีใบอนุญาตนำเข้าอาหารและขึ้นทะเบียนหรือจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับ อย. ให้เรียบร้อยก่อน ของบางประเภทขอได้ไม่ยาก แต่บางประเภทต้องส่งเอกสารสูตรส่วนผสมจากโรงงานต้นทาง ซึ่งใช้เวลาเตรียมพอสมควร ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือสั่งของมาก่อนแล้วค่อยไปยื่นเรื่อง พอเอกสารไม่ทัน ของก็ค้างอยู่ที่คลังสินค้า เสียค่าเก็บรักษารายวันไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ภาษีพร้อมจ่ายแล้ว

ตัวอย่างสมมติ ร้านค้าหนึ่งสั่งขนมจากเกาหลีมาทดลองตลาดหนึ่งลัง โดยยังไม่มีใบอนุญาตนำเข้าอาหาร ของมาถึงสนามบินแล้วจึงรู้ว่าต้องใช้เอกสารจาก อย. จึงต้องเลือกระหว่างยื่นขอแบบเร่งด่วนซึ่งอาจไม่ทันกำหนดค่าเก็บรักษา หรือทำเรื่องส่งกลับต้นทาง ทั้งสองทางมีต้นทุนทั้งคู่ บทเรียนคือให้เช็คเงื่อนไข อย. ไปพร้อมกับเช็ค HS Code ตั้งแต่วันแรกที่เลือกสินค้า ไม่ใช่วันที่ของถึงไทยแล้ว

เช็คลิสต์ก่อนสั่งอาหารและขนมเข้ามาขาย ฉบับย่อที่ใช้ได้จริง

ก่อนโอนเงินค่าสินค้าให้ไล่เช็คตามนี้ หนึ่ง รู้ส่วนผสมหลักและมีฉลากหรือสเปคสินค้าจากผู้ขายครบ สอง หาพิกัด HS Code เบื้องต้นและจดอัตราอากรไว้แล้ว สาม เช็คแล้วว่าสินค้าต้องขออนุญาตหรือจดแจ้งกับ อย. แบบไหน และเริ่มยื่นเรื่องแล้ว สี่ ลองคำนวณต้นทุนรวมทั้งค่าสินค้า ค่าขนส่ง ภาษีทุกตัว และค่าบริการเคลียร์ของ เพื่อดูว่าราคาขายปลายทางยังมีกำไรเหลือจริง ห้า เลือกช่องทางขนส่งที่เหมาะกับสินค้า ของน้ำหนักเบาราคาสูงหรือมีอายุสั้นเหมาะกับ Air Freight ส่วนของล็อตใหญ่เน้นต้นทุนต่อหน่วยต่ำเหมาะกับ Sea Freight

ถ้าเช็คครบห้าข้อนี้แล้วตัวเลขยังสวย ค่อยกดสั่งล็อตแรก และแนะนำให้เริ่มจากล็อตเล็กเพื่อทดสอบทั้งตลาดและขั้นตอนนำเข้าให้ครบหนึ่งรอบก่อน เพราะบทเรียนจากล็อตเล็กถูกกว่าบทเรียนจากตู้คอนเทนเนอร์เสมอ

ไม่แน่ใจพิกัดหรือเงื่อนไข อย. ให้ JEFF INTER ช่วยเช็คให้ก่อนฟรี

ทีมงาน JEFF INTER ดูแลงานนำเข้าทาง Air Freight และ Sea Freight พร้อมพิธีการศุลกากรให้ผู้นำเข้าสินค้าอาหารและขนมอยู่เป็นประจำ เราช่วยเช็ค HS Code เทียบอัตราภาษี และไล่เงื่อนไขใบอนุญาตให้ตั้งแต่ก่อนคุณสั่งของ ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย ส่งรายละเอียดสินค้ามาคุยกันได้เลยที่ โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter แล้วคุณจะรู้ต้นทุนจริงทั้งก้อนก่อนโอนเงินค่าสินค้าแม้แต่บาทเดียว

ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน

ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย

อ่านบทความทั้งหมด →