บทความ/ของติดด่าน27 ต.ค. 2569อ่าน 8 นาที

ของติดด่านสุวรรณภูมิ เก็บได้กี่วันก่อนถูกขายทอดตลาด ค่าเก็บรักษาคิดอย่างไร ต้องรีบแค่ไหน

ภาพประกอบบทความ ของติดด่านสุวรรณภูมิ เก็บได้กี่วันก่อนถูกขายทอดตลาด ค่าเก็บรักษาคิดอย่างไร ต้องรีบแค่ไหน

ของค้างที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิไม่ได้รอเราได้ตลอดไป บทความนี้อธิบายไทม์ไลน์ตั้งแต่ของลงเครื่อง ค่าเก็บรักษาที่เดินทุกวัน เส้นตายก่อนกลายเป็นของตกค้างและถูกขายทอดตลาด พร้อมวิธีเคลียร์ให้ทันแบบเสียน้อยที่สุด

ของถึงสุวรรณภูมิแล้วแต่ยังไม่ได้เคลียร์ นาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่วันไหน

หลายคนเข้าใจว่าของที่ส่งมาทางเครื่องบินจะนอนรอเราอยู่ที่สนามบินได้เรื่อย ๆ จนกว่าจะว่างไปจัดการ ความจริงคือทันทีที่สินค้าลงจากเครื่องและเข้าเก็บในคลังสินค้าของสุวรรณภูมิ ค่าเก็บรักษาเริ่มเดินแทบจะทันที และยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งพอกขึ้นจนบางครั้งแพงกว่าค่าภาษีนำเข้าเสียอีก การเข้าใจไทม์ไลน์จึงเป็นเรื่องแรกที่ผู้นำเข้าทุกคนควรรู้ ไม่ว่าจะใช้บริการชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิหรือจะเดินเรื่องเองก็ตาม

โดยทั่วไปคลังสินค้าทางอากาศจะมีช่วงปลอดค่าเก็บรักษาสั้นมาก มักนับกันเป็นหลักชั่วโมงถึงหนึ่งถึงสองวันแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะเริ่มคิดค่าเก็บรักษาเป็นรายวันตามน้ำหนักหรือปริมาตรของสินค้า และอัตราจะขยับแพงขึ้นเป็นขั้นบันไดเมื่อค้างนานขึ้น ส่วนเส้นตายใหญ่ที่สุดคือเรื่องของตกค้าง ตามกฎหมายศุลกากร ของที่ไม่ได้ยื่นใบขนสินค้าและเคลียร์ออกภายในกำหนดจะถูกขึ้นบัญชีเป็นของตกค้าง ซึ่งนำไปสู่การขายทอดตลาดหรือทำลายได้ในที่สุด

ไทม์ไลน์ของตกค้าง จากของรอเคลียร์ กลายเป็นของถูกขายทอดตลาดได้อย่างไร

ไทม์ไลน์ของตกค้าง จากของรอเคลียร์ กลายเป็นของถูกขายทอดตลาดได้อย่างไร

กรอบเวลาสำคัญที่ต้องจำคือ 30 วันนับแต่วันที่ของมาถึง หากยังไม่ได้ยื่นใบขนสินค้าเพื่อเคลียร์ของออก ของชิ้นนั้นจะเข้าเกณฑ์เป็นของตกค้างตามกฎหมายศุลกากร จากนั้นกรมศุลกากรจะออกประกาศแจ้งให้ผู้นำเข้ามาดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด หากยังเงียบอยู่ ของก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด โดยเงินที่ขายได้จะถูกนำไปหักค่าภาษีอากร ค่าเก็บรักษา และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน เหลือเท่าไหร่จึงจะเป็นสิทธิ์ของเจ้าของเดิมที่ต้องมายื่นขอคืนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ของบางประเภทไทม์ไลน์สั้นกว่านั้นมาก เช่น ของสดของเสียง่าย อาหาร หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุ คลังสินค้าสามารถขอให้จัดการเร็วกว่าปกติได้เพราะเก็บไว้นานไม่ได้ ส่วนของที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น เครื่องสำอางที่ต้องจดแจ้ง อย. หรืออุปกรณ์ที่ต้องผ่าน กสทช. ยิ่งต้องเผื่อเวลา เพราะกว่าจะขอเอกสารครบ ค่าเก็บรักษาก็เดินไปทุกวันโดยไม่มีใครหยุดให้

ตัวอย่างสมมติ คุณเอสั่งเสื้อผ้ามาลอตหนึ่งถึงสุวรรณภูมิวันที่ 1 แต่ติดงานจนมาเริ่มจัดการวันที่ 20 กว่าจะหาเอกสารครบและรู้ว่าต้องใช้พิกัดศุลกากรอะไร ก็ปาเข้าไปวันที่ 28 เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนของขึ้นบัญชีตกค้าง สุดท้ายต้องจ่ายค่าเก็บรักษาเกือบเดือนเต็มทั้งที่ค่าภาษีจริง ๆ ไม่กี่พันบาท กรณีแบบนี้เจอบ่อยมากและป้องกันได้ง่าย ๆ เพียงเริ่มเดินเรื่องตั้งแต่รู้ว่าของกำลังจะมาถึง

ค่าเก็บรักษาและค่าใช้จ่ายที่เดินทุกวัน มีอะไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายหลักที่เกิดขึ้นระหว่างของค้างคลังมีสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือค่าเก็บรักษาของคลังสินค้า คิดตามน้ำหนักจริงหรือน้ำหนักตามปริมาตรแล้วแต่ค่าไหนสูงกว่า และคิดเป็นรายวันแบบขั้นบันได ยิ่งค้างนานอัตราต่อวันยิ่งแพง กลุ่มที่สองคือค่าธรรมเนียมการจัดการของคลังและตัวแทนสายการบิน เช่น ค่าแยกของ ค่าเอกสาร ค่าธรรมเนียมปล่อยของ กลุ่มที่สามคือภาษีอากรตามปกติ ได้แก่ อากรขาเข้าตามพิกัด และภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากราคาของบวกค่าขนส่งและประกันภัย ใครยังไม่คุ้นกับการคำนวณส่วนนี้ ลองอ่านบทความคำนวณภาษีนำเข้าแบบ CIF ทีละขั้นในเว็บไซต์ของเราประกอบได้

จุดที่คนมักพลาดคือคิดว่าค่าเก็บรักษาต่อวันไม่กี่สิบไม่กี่ร้อยบาทคงไม่เท่าไหร่ แต่พอคูณจำนวนวันและน้ำหนักจริงเข้าไปแล้ว ของลอตละร้อยกิโลที่ค้างสองสามสัปดาห์อาจมีค่าเก็บรักษาหลายพันถึงหลักหมื่นได้สบาย ๆ เพราะฉะนั้นสมการง่าย ๆ ของเรื่องนี้คือ ยิ่งเคลียร์เร็ว ยิ่งจ่ายน้อย

ต้องเตรียมอะไรบ้าง ถึงจะเคลียร์ของออกจากสุวรรณภูมิได้ในรอบเดียว

ต้องเตรียมอะไรบ้าง ถึงจะเคลียร์ของออกจากสุวรรณภูมิได้ในรอบเดียว

เอกสารชุดมาตรฐานที่ต้องมีคือ Air Waybill หรือใบตราส่งทางอากาศ บัญชีราคาสินค้า Invoice ใบกำกับหีบห่อ Packing List และเอกสารแสดงตัวผู้นำเข้า หากเป็นนามบุคคลใช้บัตรประชาชน หากเป็นนามบริษัทใช้หนังสือรับรองบริษัทพร้อมเอกสารภาษี จากนั้นต้องรู้พิกัดศุลกากรของสินค้าเพื่อให้คำนวณอากรได้ถูกต้อง ใครยังไม่แน่ใจว่าพิกัดคืออะไร หาอย่างไร บทความ HS Code คืออะไรในเว็บไซต์ของเราอธิบายไว้ละเอียดแล้ว

ขั้นตอนโดยย่อคือ ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ชำระภาษีอากร รอผลการตรวจสอบว่าเป็นใบขนยกเว้นการตรวจหรือต้องเปิดตรวจสินค้า จากนั้นนำเอกสารไปออกของที่คลังสินค้า ชำระค่าเก็บรักษาและค่าธรรมเนียมคลัง แล้วจึงรับของออกมาได้ ฟังดูไม่ซับซ้อน แต่ในทางปฏิบัติแต่ละจุดมีรายละเอียดที่ทำให้คนเดินเรื่องเองครั้งแรกเสียเวลาได้เป็นวัน ๆ เช่น สำแดงพิกัดไม่ตรง เอกสารราคาไม่น่าเชื่อถือจนโดนประเมินราคาใหม่ หรือของเข้าข่ายต้องมีใบอนุญาตแต่ไม่ได้ขอไว้ก่อน

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือรอให้ของถึงก่อนแล้วค่อยเริ่มหาเอกสาร ทั้งที่จริงแล้วเอกสารเกือบทั้งหมดขอจากผู้ขายต้นทางได้ตั้งแต่วันที่ของยังไม่ขึ้นเครื่อง ถ้าเริ่มเตรียมตั้งแต่วันนั้น พอของแตะพื้นสุวรรณภูมิก็ยื่นใบขนได้เลย ค่าเก็บรักษาแทบไม่ทันเดิน

เคลียร์เองไม่ทันหรือไม่มั่นใจ ใช้ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิช่วยตอนไหนถึงคุ้ม

ถ้าของเพิ่งถึงและเอกสารครบ การเดินเรื่องเองคือทางเลือกที่ประหยัดที่สุดสำหรับคนมีเวลา แต่มีสามสถานการณ์ที่มืออาชีพช่วยให้ประหยัดกว่าอย่างชัดเจน หนึ่ง ของค้างมาหลายวันแล้วและใกล้เส้นตาย 30 วัน เพราะทุกวันที่ช้าคือเงินที่หายไปจริง ๆ สอง ของเป็นประเภทที่ต้องมีใบอนุญาตหรือมีประเด็นเรื่องพิกัดและราคา ซึ่งถ้าตอบคำถามศุลกากรไม่ถูกจุด เรื่องจะยิ่งลากยาว สาม ผู้นำเข้าอยู่ต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกเดินทางไปสนามบินหลายรอบ

ชิปปิ้งที่ทำงานหน้าด่านสุวรรณภูมิอยู่ทุกวันจะรู้ว่าเคสแบบไหนต้องยื่นเอกสารเพิ่มตัวไหน คุยกับส่วนงานใด และเรียงลำดับขั้นตอนอย่างไรให้จบในรอบเดียว ของที่คนทั่วไปใช้เวลาสามถึงห้าวัน มืออาชีพมักปิดได้ภายในหนึ่งถึงสองวันทำการหลังเอกสารครบ ซึ่งส่วนต่างของค่าเก็บรักษาที่ประหยัดได้บ่อยครั้งก็เกินค่าบริการไปแล้ว

JEFF INTER รับเคลียร์ของติดด่านสุวรรณภูมิและด่านท่าเรือทั่วไทย พร้อมให้คำปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจ ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย ส่งรายละเอียดของและเอกสารที่มีมาให้ประเมินได้เลยที่โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือ LINE @jeffinter ทีมงานจะบอกตรง ๆ ว่าเคสของคุณควรรีบแค่ไหน มีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และถ้าเดินเรื่องเองได้ง่าย ๆ เราก็จะแนะนำวิธีให้ฟรีเช่นกัน

ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน

ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย

อ่านบทความทั้งหมด →