ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิ ใช้เวลากี่วัน ขั้นตอนไหนช้าสุด และเร่งได้ตรงไหนบ้าง
ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิใช้เวลากี่วันกันแน่ ไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่เครื่องลงจนของออกจากคลัง จุดไหนที่ทำให้ช้าเป็นสัปดาห์ พร้อมวิธีเตรียมเอกสารให้จบใน 1 ถึง 2 วัน จากทีมที่เคลียร์ของสนามบินมากว่า 15 ปี
ตอบก่อนเลย เคสปกติจบใน 1 ถึง 2 วันทำการ แต่ทำไมบางเคสลากเป็นสัปดาห์
คำถามที่ทีมงานเจอบ่อยที่สุดเวลามีคนโทรมาปรึกษาเรื่องของติดอยู่ที่สนามบินคือ ใช้ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิแล้วจะได้ของเมื่อไหร่ คำตอบแบบตรงไปตรงมาคือ ถ้าเอกสารครบ สินค้าไม่ติดใบอนุญาต และยืนยันราคาได้ชัดเจน กระบวนการทั้งหมดมักจบภายใน 1 ถึง 2 วันทำการนับจากวันที่ชิปปิ้งได้รับเอกสารครบ
แต่ตัวเลขนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือคำว่าเอกสารครบ เคสที่ลากยาวเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน เกือบทั้งหมดไม่ได้ช้าเพราะศุลกากรทำงานช้า แต่ช้าเพราะผู้นำเข้าหาเอกสารไม่เจอ ติดต่อผู้ขายต้นทางไม่ได้ หรือสินค้าต้องมีใบอนุญาตที่ยังไม่ได้ขอ บทความนี้จะไล่ไทม์ไลน์ให้เห็นทีละช่วง ว่าเวลาหายไปตรงไหน และคุณควบคุมอะไรได้บ้าง
ก่อนอ่านต่อ แนะนำให้เข้าใจภาพรวมขั้นตอนก่อน ถ้ายังไม่เคยอ่าน ลองเริ่มจากบทความ ชิปปิ้งเคลียร์ของสุวรรณภูมิ ของติดด่านสนามบินต้องทำอย่างไร ในเว็บนี้ แล้วค่อยกลับมาดูเรื่องเวลาในบทความนี้
ไทม์ไลน์มาตรฐาน จากเครื่องลงถึงของออกจากคลังสินค้า

วันที่ 0 คือวันที่เครื่องบินลงจอด สายการบินจะถ่ายสินค้าเข้าคลังสินค้าของผู้ให้บริการภาคพื้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 6 ชั่วโมงกว่าข้อมูลจะขึ้นระบบและเช็คสถานะได้ ช่วงนี้ต่อให้รีบแค่ไหนก็ยังทำอะไรไม่ได้ นอกจากเตรียมเอกสารรอ
วันที่ 0 ถึง 1 ชิปปิ้งจะใช้ Air Waybill และ Invoice จัดทำใบขนสินค้าขาเข้า ยื่นเข้าระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าข้อมูลครบและพิกัด HS Code ชัดเจน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ระบบจะแจ้งผลว่าใบขนเป็นประเภทไหน ถ้าเป็นกรีนไลน์คือไม่ต้องเปิดตรวจ จ่ายภาษีแล้วไปรับของได้เลย
วันที่ 1 ถึง 2 จ่ายค่าภาษีอากร ค่าเก็บรักษาของคลังสินค้า แล้วนัดรับของ ถ้าเป็นเรดไลน์คือต้องเปิดตรวจสินค้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ จะบวกเวลาอีกประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวัน ขึ้นกับคิวตรวจ สรุปคือเคสราบรื่นจริง ของออกได้ภายใน 1 ถึง 2 วันทำการ และนี่คือเหตุผลที่ควรเตรียมเอกสารให้เสร็จก่อนเครื่องลง ไม่ใช่เริ่มหาหลังของถึง
3 จุดที่กินเวลามากที่สุด และเกือบทั้งหมดป้องกันได้ล่วงหน้า
จุดแรกคือเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ตรงกัน เช่น Invoice ไม่มีราคาต่อหน่วย ชื่อผู้รับบน Air Waybill สะกดไม่ตรงกับชื่อที่จะใช้เดินพิธีการ หรือไม่มี Packing List ทุกครั้งที่ต้องย้อนกลับไปขอเอกสารใหม่จากผู้ขายต้นทางที่จีนหรือประเทศอื่น จะเสียเวลาอย่างน้อย 1 ถึง 3 วัน เพราะติดเรื่องเขตเวลาและการตามงาน
จุดที่สองคือสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตก่อนนำเข้า เช่น เครื่องสำอางต้องมีใบจดแจ้ง อย. อุปกรณ์ที่มี WiFi หรือ Bluetooth ต้องผ่าน กสทช. ของกลุ่มนี้ถ้าเพิ่งมารู้ตัวตอนของถึงสนามบินแล้ว เวลาที่เสียไม่ใช่วัน แต่เป็นสัปดาห์ขึ้นไป เพราะการขอใบอนุญาตบางประเภทใช้เวลานานกว่าการส่งของเสียอีก
จุดที่สามคือการสงสัยเรื่องราคาและพิกัด ถ้าสำแดงราคาต่ำผิดปกติ หรือเลือก HS Code ที่ดูไม่สอดคล้องกับสินค้า เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอหลักฐานการชำระเงิน สลิปโอน หรือหน้าร้านค้าออนไลน์มายืนยัน ขั้นตอนโต้ตอบแบบนี้กินเวลาทีละ 1 ถึง 2 วันต่อรอบ วิธีป้องกันคือเช็คพิกัดให้ชัวร์ตั้งแต่ก่อนสั่งของ อ่านวิธีได้ในบทความ HS Code คืออะไร หาพิกัดสินค้าอย่างไรให้ถูกต้อง
ตัวอย่างสมมติ เทียบ 2 เคส ของแบบเดียวกันแต่เวลาต่างกัน 10 วัน

เคสแรก คุณเอ สั่งอะไหล่เครื่องจักรจากจีนทางเครื่องบิน มูลค่าประมาณ 80,000 บาท ก่อนของออกจากจีน คุณเอส่ง Invoice และ Packing List ให้ชิปปิ้งตรวจ พบว่าราคาต่อหน่วยหายไปหนึ่งรายการ จึงให้ผู้ขายแก้ทันทีตั้งแต่ของยังไม่ขึ้นเครื่อง พอเครื่องลงวันจันทร์เช้า ใบขนถูกยื่นบ่ายวันเดียวกัน เป็นกรีนไลน์ จ่ายภาษีเย็นนั้น รับของได้อังคารเช้า รวมเวลาประมาณ 1 วันทำการ
เคสที่สอง คุณบี สั่งสินค้าใกล้เคียงกัน แต่ไม่เคยเตรียมเอกสารล่วงหน้า ของถึงวันจันทร์ กว่าจะหา Invoice ตัวจริงได้คือวันพุธ ยื่นใบขนวันพฤหัส เจอคำถามเรื่องราคาเพราะ Invoice เขียนมูลค่าต่ำกว่าสลิปโอน ต้องส่งหลักฐานเพิ่มและรอตอบกลับข้ามสัปดาห์ สุดท้ายได้ของวันพฤหัสของอีกสัปดาห์ รวม 9 ถึง 10 วัน และเสียค่าเก็บรักษาคลังสินค้าเพิ่มขึ้นทุกวันที่ของค้างอยู่
สินค้าเหมือนกัน เส้นทางเดียวกัน แต่เวลาต่างกัน 10 วันและค่าใช้จ่ายต่างกันหลายพันบาท ตัวแปรเดียวที่ต่างคือการเตรียมตัวก่อนของถึง ใครที่อยากรู้ว่าค่าเก็บรักษาคิดอย่างไรและแพงขึ้นเร็วแค่ไหน อ่านต่อได้ในบทความ ของติดด่านสุวรรณภูมิ เก็บได้กี่วันก่อนถูกขายทอดตลาด ในหมวดของติดด่านของเว็บนี้
เช็คลิสต์เร่งเวลา ทำ 5 ข้อนี้ก่อนเครื่องลง
ข้อหนึ่ง ขอ Air Waybill, Invoice และ Packing List จากผู้ขายทันทีที่ของออกจากต้นทาง แล้วส่งให้ชิปปิ้งตรวจล่วงหน้า ข้อสอง เช็คว่าชื่อผู้รับตรงกับชื่อบุคคลหรือบริษัทที่จะใช้เดินพิธีการ และเตรียมเอกสารมอบอำนาจให้พร้อม ข้อสาม เช็คว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ โดยเฉพาะเครื่องสำอาง อาหารเสริม ของเล่น และอุปกรณ์ไร้สาย
ข้อสี่ ตกลงพิกัด HS Code และประเมินภาษีกับชิปปิ้งให้จบก่อนของถึง จะได้เตรียมเงินค่าภาษีไว้พอดี ไม่เสียเวลารอโอนตอนนาทีสุดท้าย ข้อห้า เก็บหลักฐานการชำระเงินค่าสินค้าไว้ให้ครบ เผื่อเจ้าหน้าที่ขอยืนยันราคา จะได้ตอบกลับภายในชั่วโมง ไม่ใช่ภายในสัปดาห์
ทำครบ 5 ข้อนี้ โอกาสที่ของจะออกภายใน 1 ถึง 2 วันทำการสูงมาก และต่อให้โดนสุ่มเปิดตรวจ ก็บวกเวลาเพิ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพราะทุกคำถามมีคำตอบเตรียมไว้แล้ว
อยากให้ของออกเร็วที่สุด ให้ทีมงานช่วยดูตั้งแต่วันนี้
เวลาคือต้นทุนที่มองไม่เห็นของการนำเข้า ของที่ค้างคลังทุกวันมีค่าเก็บรักษาเพิ่มขึ้น และบางครั้งหมายถึงลูกค้าปลายทางที่รอไม่ไหว ถ้าของคุณกำลังจะถึงสุวรรณภูมิ หรือติดอยู่ที่คลังสินค้าแล้วไม่แน่ใจว่าจะเริ่มตรงไหน ส่งรายละเอียดมาให้ทีม JEFF INTER ช่วยประเมินได้ฟรี เราเคลียร์ของสนามบินมากว่า 15 ปี รู้ว่าเคสแบบไหนต้องใช้เอกสารอะไร และจุดไหนเร่งได้จริง ประเมินฟรี ไม่เก็บเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย โทร 084 672 2669 (คุณแนน) หรือแอดไลน์ @jeffinter แล้วให้เราช่วยทำให้ของออกเร็วที่สุดเท่าที่เคสของคุณจะทำได้
ของติดด่านอยู่ใช่ไหม ให้เราช่วยดูให้ก่อน
ส่งรายละเอียดมาให้ทีมงานประเมินภาษีและค่าใช้จ่ายได้ฟรี ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ของถึงมือค่อยจ่าย